คำกล่าวที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” ไม่ใช่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นความจริงในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่รู้จักโต ต้นตอของปัญหาคือ “การสอบสวน” ของตำรวจซึ่งเป็นตัวการของกระบวนการยุติธรรมอำนาจการสอบสวนเป็นของตำรวจตำรวจเป็นหน่วยงานราชการ เพียงไม่กี่แห่งหรือแห่งเดียวด้วยซ้ำที่มีกฎหมายและปืนอยู่ในมือ มีอำนาจจับกุมผู้ถูกกล่าวหาไปคุมขัง เพื่อทำการสอบสวนกระทำความผิดจริงหรือไม่ พ.ต.อ.วรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตำรวจ เขียนบทความไว้มากมายระบุว่าตำรวจเป็นผู้ผูกขาดอำนาจการสอบสวนถึงแม้ว่าตามกฎหมายอัยการผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกฟ้องต่อศาล แต่ในความเป็นจริงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นผู้ผูกขาดการสอบสวนทั้งหมด พนักงานสอบสวนมีอยู่ประมาณ 11,000 คน มีอำนาจสอบสวนให้สั่งฟ้องก็ได้ ไม่สั่งฟ้องก็ได้ สมกับคำกล่าวคุกมีไว้ขังคนจนเพราะคนจนไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีเส้นสาย จึงอาจติดคุกได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดหรือทำผิดจริง ผู้เชี่ยวชาญด้านการตำรวจจึงระบุว่าอำนาจการสอบสวนคดีคือการสอบสวนคดีอาญาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ต้องหาคดีอาญาต้องติดคุกหรือไม่ติด การสอบสวนจึงเป็นเสาหลักของกระบวนการยุติธรรมขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรม ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการปกครองด้วยหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม และหลักนิติธรรมก็ได้รับการยอมรับนับถือ เป็น “เสาหลัก” ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงมีคำกล่าวว่า “ไม่มีระบบปฏิรูปงานสอบสวน เท่ากับว่าไม่มีกฎหมาย ไม่มีประชาธิปไตย”เพื่อให้เป็นไปตามเสียงเรียกร้องของหลายฝ่ายรวมทั้งฝ่ายประชาชน รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบัน จึงเขียนบังคับไว้ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศในด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ปรับปรุงระบบการสอบสวนให้มีการตรวจสอบระหว่างตำรวจกับอัยการให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิรูปให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา กำลังจะครบ 7 ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้าไม่ใช่ปฏิรูปแค่ตัวบทกฎหมาย แต่ต้องเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจอย่างจริงจัง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม