หนังสือระหว่างหมอนรถไฟ ลมหายใจเส้นทางสายมรณะ จากประสบการณ์จริงของภราดร ศักดา (สำนักศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี จัดพิมพ์ พ.ศ.2566) มาถึงมือเรื่องที่มีกลิ่นอายทำนองนี้ มีหรือ?ผมจะไม่รีบอ่านผมเป็นเด็กรุ่นหลังสงคราม พี่ภราดร รุ่นสงครามรุ่นพี่ อายุปาเข้าไป 90 ปี สุขภาพกายและสมองยังผ่องใส เขียนหนังสือให้ลูกๆหลานๆอ่านได้สบาย...ลองตัวอย่างเรื่อง ข่าวสงครามสมัยนั้นยังไม่มีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์นานๆทีก็ได้อ่าน แต่ก็รู้กัน ข่าวที่ออกมากองทัพญี่ปุ่นเซ็นเซอร์เรียบร้อย ชาวบ้านอยากรู้ข่าวสะใจ ก็มีทางเดียวคือทางวิทยุแต่สมัยสงครามแถวเมืองกาญจน์ชาวบ้านไม่มีปัญญาจะหาวิทยุฟังเอง เด็กๆอย่างพี่ภราดรก็ต้องเดินตามหลังผู้ใหญ่ไปที่วัดเขาสามสิบหาบสมภารพระอาจารย์เกิน มีวิทยุอยู่เครื่องหนึ่ง เครื่องหนึ่งจริงๆ เพราะเป็นวิทยุที่ไม่มีตัวถัง เมื่อไฟฟ้าไม่มีให้ใช้ ก็อาศัยถ่านไฟฉาย สมภารท่านเอาถ่านไฟฉายร้อยเข้าเป็นพวงห้อยโตงโตงดูเหมือนผีกระสือที่มีแต่หัวกับไส้ข่าวรอยเตอร์ เป็นข่าวการรบจากฝ่ายพันธมิตร มีอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน มักส่งมาเวลากลางคืน พวกเราชาวบ้านก็จะนั่งล้อมวงกันฟังข่าวคืนนั้น เยอรมันส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดกรุงลอนดอน ถล่มทุกวันจนอังกฤษแทบจะเอาตัวไม่รอด ดีแต่ว่าสหรัฐอเมริกายื่นมือเข้ามาช่วย มิฉะนั้นผู้ชนะคงกลับข้าง รัสเซียคงไม่สามารถกร่างอยู่ได้สถานการณ์สงครามแนวรบรัสเซียพี่ภราดรเล่าว่า เคราะห์ดีที่ความหนาวเย็นช่วย...กองทัพเยอรมันส่งรถถังบุกฝ่าน้ำแข็งเข้าไป สุดท้ายรถถัง รถยานยนต์หุ้มเกราะก็ติดแหงกตามทาง ไม่อาจเคลื่อนไหวต่อไปฮิตเลอร์ก็ยึดสหภาพโซเวียตรัสเซียไม่ได้อ่านข่าวสงครามจากพี่ภราดรแล้วหลับตามโน ถึงข่าวสงครามยูเครน รัสเซีย ข่าวฮามาสกับอิสราเอล ตอนนี้เทียบเคียงกันดู รสชาติสงครามแตกต่างกันไปคนละเรื่องตัดฉากจากเรื่องข่าว...มาถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ กาญจนบุรี ยุคที่ญี่ปุ่นคุมเชลยสร้างทางรถไฟสายมรณะนั้น...มีตลาดสดเคลื่อนที่ไม่ใช่ตลาดสดที่ตั้งอยู่กับพื้นและเปลี่ยนที่ตั้งไปเรื่อยๆ แต่เป็นตลาดสดเคลื่อนที่บนหลังช้าง พ่อค้าเขาขนเอาสินค้าสารพัดสารพันผูกเชือกห้อยโตงโตงบนหลังช้าง เคลื่อนที่ไปขายหลังแนวรบญี่ปุ่นเทียบสมัยนี้คงเหมือนรถพุ่มพวง เพียงแต่เปลี่ยนจากรถยนต์เป็นช้าง ที่เดินทางบนเส้นทางป่าเขาอีกเรื่องพี่ภราดรมีภาพถ่ายยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง คือค่ายนางบำเรอ อยู่ไม่ห่างจากค่ายเชลยศึก มีผู้หญิงที่ญี่ปุ่นจับเอามาจากจีน เกาหลี และจากสิงคโปร์ ไว้สำหรับผ่อนคลายเฉพาะนายทหารญี่ปุ่นนี่คืออีกปมขมขื่นคับแค้นคาใจ สาวเกาหลียังชุมนุมประท้วงญี่ปุ่นอยู่ถึงวันนี้...มีเรื่องเล่า สาวเกาหลีฝากเพื่อน...ถ้าตายขอให้ฝังศพหันหลังให้ประเทศญี่ปุ่นส่วนไอ้เณรหรือพลทหารญี่ปุ่นนั้น พี่ภราดรบอกว่า มีซ่องมากมายตามไปเปิดบริหารหลังค่าย...ซึ่งก็เดาได้ว่าผู้หญิงพวกนั้น สมัครใจ ไม่ต้องไปจับบังคับขืนใจมานี่แค่ เรื่องนำร่อง เรียกน้ำย่อย...ถ้าจะให้ดี น่าจะไปหาซื้อหนังสือ ระหว่างหมอนรถไฟฯอ่าน ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ คือมรดกปัญญาประดับกาญจนบุรีศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ที่นักอ่านไม่ควรพลาดจริงๆ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม