ลมเย็นๆโชยมาเป็นพักๆ พอให้ชื่นใจได้ไม่กี่วัน ฤดูหนาวที่หดสั้นลงทุกขณะ ตามปรากฏการณ์เอลนีโญสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงแย่ลงสภาวะ “โลกเดือด” อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆอากาศหนาวไม่มาตามฤดูกาล แต่ที่มาตรงเวลาและรุนแรงขึ้นทุกที ก็คือฝุ่นควันพิษ PM2.5 ที่ยกระดับเป็นวิกฤติประจำถิ่น มหันตภัยตามฤดูกาลของประเทศไทย กรุงเทพฯ ปริมณฑล หัวเมืองใหญ่ภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ฯลฯ กลายเป็นเมืองในหมอกปกคลุมด้วยฝุ่นมฤตยู อยู่ในจุดอันตรายต่อสุขภาพประชาชนตามสถานการณ์ซีเรียส แบบที่กรมอนามัยเตือนค่าฝุ่น PM2.5 สูงในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด แนะนำประชาชนและกลุ่มเสี่ยง หากอยู่ในโซนสีส้ม สีแดง เมื่อออกจากบ้านขอให้สวมหน้ากากอนามัยหรือ N95 เพื่อป้องกันตัวเองถึงจุดที่เรียกได้ว่า “มหาวิกฤติ” มลภาวะของประเทศไทยฝุ่นพิษ PM2.5 ควรต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติเพราะมันเป็นวิกฤติประจำถิ่น สถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า ยังไงก็หนีไม่พ้นเจอทุกปี อยู่ในวิสัยที่รัฐบาล ฝ่ายบริหาร หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจะเตรียมตัวรับมือ วางมาตรการป้องกัน บรรเทามหันตภัยมฤตยู PM2.5 วิกฤติที่อยู่ตรงหน้า สัมผัสได้จังๆ เห็นกันจะจะ แต่ที่ยังไม่ชัวร์ว่า “วิกฤติ” จริงหรือไม่ ก็คือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแปรสัญญาณจาก “จีดีพี” ที่หดหายไปวูบวาบ ตามตัวเลขล่าสุดที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) แถลงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ไตรมาส 3 จีดีพีโตแค่ร้อยละ 1.5 ต้องปรับลดจีดีพีทั้งปี 2566 เหลือแค่ 2.5 เปอร์เซ็นต์เทียบกับเพื่อนบ้าน ไทยกำลังเต้นสาละวันเตี้ยลงตรงจังหวะพอดี กับมุมที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง มองว่า วิกฤติและจำเป็น เน้นตัวโตๆ “ทุกอย่างเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะ”อ้างอิงเป็นหลักการและเหตุผล รัฐบาลต้องออก พ.ร.บ.กู้เงินมหาศาล 5 แสนล้านบาท มาลุยเทกระจาดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้ประชาชนคนไทย 50 ล้านคน ไปจับจ่ายใช้สอย เพิ่มการบริโภคภายในหวังปั๊มหัวใจ กระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจให้จีดีพีผงกหัวตามสไตล์เสี่ยสั่งลุย กู้มาหมุน อัดฉีดประชานิยม นัวเนียๆ การบริหารเศรษฐกิจไปพร้อมๆกับการ บริหารแต้มทางการเมืองแต่เรื่องของเรื่อง มันยังมองกันไปคนละทิศคนละทางอย่างที่ยึดตามความเห็นของหน่วยงานตรง สศช.แถลงจีดีพีหดตัว ปรับลดตัวเลขกันวูบวาบ แต่ก็ยังการันตีเลยว่า เศรษฐกิจภายในของไทย ยังสามารถเติบโตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือการท่องเที่ยวยืนยัน โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดีแต่หากจะให้ดีกว่านี้ ก็มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศและมีความเกี่ยวข้องกับการส่งออกบอกกันเป็นนัย การแจกเงินอัดฉีดบริโภคภายในกระตุ้นจีดีพียังไม่จำเป็น“สภาพัฒน์” ส่งซิกกระตุกรัฐบาลแก้ไม่ตรงจุด และนั่นก็ตรงกับฝ่ายค้าน ทีมงานค่ายก้าวไกลที่ตามประกบดักคอ ดักทาง พรรคเพื่อไทยแก้งานไม่ตรงปกเตือนแกมบลัฟ นายกฯกำลังหลงทาง จังหวะถึงคิว “เสี่ยเอก” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ออกหน้าฟันธงจีดีพีไทยไม่ได้ติดลบต่อเนื่อง แค่โตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เหตุเพราะไทยไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากเพียงพอเศรษฐกิจไม่ได้วิกฤติ จนต้องอัดฉีดกระตุ้นจีดีพีแบบตูมเดียวล้อไปกับ “น้องไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค กัปตันทีมเศรษฐกิจทีมก้าวไกล ที่ไล่ตัวเลขจีดีพีที่ ศสช.แถลง โตแค่ร้อยละ 1.5 แต่โฟกัสที่ภาคการบริโภค โตถึงร้อยละ 8.1 สะท้อนการเติบโตเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การบริโภค แต่อยู่ที่ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาครัฐหดตัวการกระตุ้นจีดีพีด้วยการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ยังไงก็ไม่ได้ผลโจทย์เดียวกัน ตัวเลขชุดเดียวกัน แต่สองคนยลตามช่อง มองสถานการณ์ “วิกฤติ” แตกต่างกันนั่นไม่เท่ากับว่า ในส่วนของทีมงานเพื่อไทยเองก็ไปกันคนละทางสองทาง ทีแรกฟังจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ก็บอกชัดเจนว่า รัฐบาลส่งร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมาย เร่งให้ทันตามที่นายกฯประกาศแจกได้ตามกำหนดต้นปีหน้าสวนทางกันเลยกับอาการแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาทวงออกอากาศ แฉดังๆ รัฐบาลยังไม่ส่งร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทให้พิจารณาแต่อย่างใด แต่กลายเป็นว่า กฤษฎีกาโดนรุมด่าว่า ทำงานล่าช้าพอจี้ถามไปที่ “เสี่ยหนิม” นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง หัวหอกทีมงานเทกระจาดเงินดิจิทัลฯ ก็อ้อมแอ้มๆ ยอมรับกระทรวงการคลังยังไม่ส่งร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านให้คณะกรรมการกฤษฎีกาอ้างต้องปรับแก้ไขตัวเลขตามที่สภาพัฒน์แถลง พร้อมแนบข้อมูลของ สศช.ไปให้ที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลพิจารณาเรื่อยๆมาเรียงๆ จับอาการรัฐบาลก็ไม่ได้เร่งร้อนแต่อย่างใดแค่ขั้นตอนกฤษฎีกายังถูๆไถๆ ยังไม่พูดถึงด่านโหดหินที่รออยู่ข้างหน้า ทั้งกระบวนการสภา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญได้ลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงายตลอดทางจับทางจากอาการกลัวติดเงี่ยงกฎหมาย แหยงซ้ำรอยวิบากจำนำข้าว นั่นก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ เพื่อไทยยังไม่พร้อมลุยเดิมพันวัดดวง“เรือธง” ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ลากผ่านภูเขาน้ำแข็งไม่ได้ง่ายๆและมันจะเป็นพันธสัญญาที่ประชาชนแปะข้างฝาบ้านไว้ตามทวง ล็อกโจทย์ยากในเชิงบริหารเศรษฐกิจ ตามฟอร์มเก่งราคาคุยของพรรคเพื่อไทยบทพิสูจน์ฝีมือของซีอีโออย่างนายเศรษฐาสถานการณ์เดิมพัน งานกู้วิกฤติเศรษฐกิจหัวหมุน ในจังหวะทางการเมืองที่นายเศรษฐาต้องพลาดสะดุดปม “ปากไว”กลายเป็นวิกฤติที่ผู้นำซีอีโอสร้างขึ้นเองตามปรากฏการณ์แบบที่นายกฯพูดชัดถ้อยชัดคำกลางวงที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยว่าด้วยการฝากโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับการโชว์ออกตัวเป็นนัย ขออภัยมีทั้งที่สมหวังและไม่สมหวังจะว่าหลุดก็ไม่ใช่ เป็นความลับภายในก็ไม่เชิง เพราะรู้ดีว่า มีสื่อมวลชนอยู่เต็มห้อง อีกทั้งมีการไลฟ์สดถ่ายทอดช่องทางโซเชียลมีเดีย อัดเป็นคลิปวิดีโอ ปรากฏสู่สายตาคนภาย นอกได้ ยินได้ฟังกันทั่วประเทศปฏิเสธลำบาก ยากจะทำให้ผู้คนในสังคมเข้าใจเป็นอื่นแบบที่ทีมโทรโข่งเพื่อไทยพยายามแก้ลำ เป็นแค่การรับฟัง สะท้อนปัญหาในพื้นที่ โยงไปถึงเรื่องหนี้นอกระบบที่ สส.ต้องการให้ผู้กำกับการตำรวจ นายอำเภอเข้ามามีส่วนในการแก้ไขแต่นั่นก็ไม่อาจสกัดกระแสไหลลึกไปถึง “ตั๋วเพื่อไทย” การใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงโยกย้ายตำรวจ เสี่ยงเข้าข่ายความผิดกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ สถานการณ์แบบที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มือปราบ “ตั๋วช้าง” แท็กทีมนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ มือปราบส่วย ฉวยจังหวะลูกไหลเข้าทางปืนลากเข้าขย่มในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรจังหวะรุกหนัก สไตล์ดุดันอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ไล่บี้ให้นายเศรษฐาลาออกจากนายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อคำพูดที่เสมือนเป็นใบเสร็จที่ออกให้ประชาชนมันคือผลจากอาการปากไว นายเศรษฐาอาจคุ้นชินกับสไตล์ซีอีโอผู้เปี่ยมด้วยความมั่นใจในตัวเองเป็นวิกฤติที่ผู้นำสร้างขึ้นเอง โทษใครไม่ได้จริงๆ.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ "วิเคราะห์การเมือง" เพิ่มเติม