ใกล้สิ้นเดือนกรกฎาคม...ฝนตกไม่ลืมหูลืมตา คนกรุงชินกับปัญหารถติด คนชนบทยิ้มออกบอกว่า ฝนสั่งฟ้า ปลาสั่งหนอง ถ้าไม่มีปฏิทินแบบโบราณเปิดดู เด็กรุ่นใหม่คงไม่รู้ว่า นี่คือเดือนเจ็ดวิถีชีวิตคนโบราณ ประเพณีชาวบ้าน ช่วงเวลานี้สืบเนื่องจากเดือนก่อน คือเดือนหก เป็นช่วงเวลาเริ่มเข้าฤดูการผลิตใหม่ ฝนตกแล้ว ก็ต้องลงมือทำไร่ไถนา ไม่ค่อยมีเวลาไปจัดพิธีกรรมเหมือนเดือนอื่นๆ(ประเพณี 12 เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอดของคน ปรานี-สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2548)ในทวาทศมาส โคลงดั้นยุคต้นกรุงศรีอยุธยา จึงไม่มีพรรณนาพิธีกรรมอะไร นอกจากบอกว่าฝนตกหนัก“ฤดูเดือนเชษฐ์ฟ้า ครรชิต สายพิรุณรองไร เรื่อยฟ้า อัมพรอุทรเขียว ครางคร่ำ ฟื้นฟั่นโหยให้ช้าง เชี่ยวสินธุ์”ถึงปลายอยุธยา ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ท่านก็ได้แต่ครวญคร่ำรำพันว่า...“เดือนเชฐเจ็ดค่ำแล้ว พี่ยิ่งแคล้วแก้วกัลยา ร่างระทวยสวยโสภา พี่ว้าวุ่นขุ่นอารมณ์”ในเดือนที่ฝนตกครืนๆอย่างนี้ ในราชสำนักจึงให้มีพิธีกรรมเฉพาะขึ้นเป็นภายใน มีชื่อในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาว่า “ทูลน้ำล้างพระบาท”นี่คือพิธีที่ให้ขุนนาง ข้าราชการ เอา “กลออม” (อ่านว่า กะ ละ ออม คนสมัยหลังเรียก กระออม) ทำด้วยทอง นาก เงิน บรรจุน้ำ “ตั้งศีศะ” ทูนไปบนหัวเพื่อล้างพระบาทพระเจ้าแผ่นดิน ที่ประทับยืน โดยมี “อ่างทอง รองพระบาท”แล้วเอาน้ำในกระออมนั้นล้างพระบาท ก็เป็นอันเสร็จพิธีพิธีทูลน้ำล้างพระบาทนี้ มีในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า เป็นเรื่องเดียวกับพิธีนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่มีในคำให้การขุนหลวงหาวัด ยุคปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อพิธีพราหมณ์ เรียกในหนังสือนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า พิธีเคณฑะ แปลว่า ทิ้งข่าง หมายถึงปั่นลูกข่างเสี่ยงทายเป็นพิธีที่พราหมณ์โบสถ์พราหมณ์ เอาลูกข่างมาทำพิธีปั่น เรียกว่า “ทิ้งข่าง” ให้เกิดเป็นเสียงชั่วเวลาหนึ่ง แล้วมีคำทำนาย “ถ้าเสียงดังกังวานเสนาะสนั่น ดุจเสียงสังข์” บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเสียงดังไม่ไพเราะ ก็ไม่เป็นสุขนางนพมาศบันทึกว่า พิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินไม่เสด็จทอดพระเนตร จึงเป็นพิธีพราหมณ์ไม่เกี่ยวกับราชสำนักแต่สำหรับชาวบ้าน เมื่อไม่มีพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำมาหากิน เพราะเดือนเจ็ดเป็นช่วงเวลาทำไร่ไถนาจริงๆ แต่คนเราก็ยังกังวล ในท้องถิ่นต่างๆจึงมี “พิธีจร” เรียกรวมๆว่า “เลี้ยงผี” เพื่อขอความคุ้มครองให้อยู่ร่มเย็นล้านนาเรียกเลี้ยงผีปู่ย่าตายาย เลี้ยงผีขุนน้ำ มอญมีพิธีฟ้อนผีมดผีเม็ง อีสานมีบุญซำฮะ (บุญชำระ) หรือบุญเบิกบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีเลี้ยงผีปู่ตา ผีตาแฮก ผีมเหสักข์ หลักเมืองเมื่อเลี้ยงผีแล้ว ก็ต้องเลี้ยงพระ มีชื่อเรียกว่า สลากภัต พิธีนี้เริ่มจากราชสำนัก แล้วแพร่หลายสู่ราษฎร หมื่นพรหมสมพัตสร หรือเสมียนมี กวีสมัย ร.3 เขียนไว้ในนิราศเดือนว่ากระทั่งถึงเดือนเจ็ดไม่เสร็จโศก บังเกิดโรคแรงหนักด้วยรักสมร สลากภัตจัดแจงแต่งหาบคอน อย่างแต่ก่อนหาบกระทายมีลายทองเด็กรุ่นผมเคยตามแม่ไปสลากภัต...ครับ ยังจำได้ว่า ได้อารมณ์บุญแบบลุ้นหวย ถ้าได้ถวายสมภาร ก็ดูจะอิ่มใจมากกว่าถวายเจ้าเณรหรือพระบวชใหม่บุญเดือนเจ็ดบ้านเมืองเราปีนี้...ไม่มีงานบุญให้ลุ้นแบบสลากภัต...แต่มีงานการเมือง กลั้นอกกลั้นใจลุ้น ให้เกิดทำนองคลองธรรม ในแปดพรรคการเมือง คุณพิธา หรือคุณเศรษฐา คนไหนจะเป็นนายกฯแต่ถ้าหวยออกมา เป็น “ประวิตร” พวกน้องๆ “ด้อมส้ม” ก็คงต้องออกแรงไล่ต่อ เหนื่อยกันมาแล้ว ก็ต้องเหนื่อยต่อไป จนกว่าเชื้อเผด็จการจะหมดไปจากบ้านเมือง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม