จิตรกรหนุ่ม ในเรื่องเล่าเรื่องนี้มีฝีมือระดับรางวัลเหรียญทอง จากมหาวิทยาลัย แวดวงครูบาอาจารย์ชื่นชมไม่ขาดปาก เขาฝันไกล จะเป็นจิตรกรใหญ่ ภาพเขียนถูกประมูลขายได้ราคาสูง(เรื่องคมๆ ความหมายชวนคิด สำนักพิมพ์อินสไปร์ เครือนานมี พ.ศ.2553)วันหนึ่ง เขาเริ่มแผนการตลาด...ที่คาดว่าลึกซึ้ง นำภาพเขียนที่มั่นใจว่าดีที่สุดไปตั้งไว้ในละแวกตลาดที่มีคนพลุกพล่าน ตอนเช้า เขียนหนังสือบอกให้ชาวบ้านช่วยชี้จุดบกพร่องในภาพแล้ววางปากกาและกระดาษไว้ข้างๆตกเย็น เขาก็ไปติดตามผลงาน ปรากฏว่ามีคำวิพากษ์วิจารณ์ภาพต่างๆนานา อ่านแล้วคิดได้ว่า ภาพเขียนนี้ไม่มีอะไรดีเลยคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น จิตรกรหนุ่มไม่คาดมาก่อน ก่อนหน้าเขายังปลื้มอยู่กับคำชื่นชมของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย...แต่ในสายตาชาวบ้านกลับตรงกันข้าม “ทำไม จึงเป็นอย่างนี้ไปได้เล่า”จิตรกรหนุ่มรำพึงด้วยความเศร้า จิตเขาตกลงไปมาก จมปลักอยู่กับความสิ้นหวังแต่เขาก็สะดุดคิด คำวิพากษ์วิจารณ์ชาวบ้านยังชี้ชัดไม่ได้ ฝีมือเขาไม่เอาไหน เรื่องที่เกิดขึ้นในตลาดจึงไม่ควรด่วนสรุปวันต่อมาจิตรกรหนุ่มนำภาพเขียนที่เขาเขียนขึ้นใหม่ เหมือนภาพเดิมทุกอย่างไปตั้งไว้จุดเดิมในตลาด แต่คราวนี้เขาเปลี่ยนวิธี แทนที่จะเขียนบอกขอคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่เปลี่ยนเป็นวางพู่กัน และสีต่างๆเอาไว้แล้วตัวเองก็ยืนบอกชาวบ้านที่เดินผ่านว่า ขอให้แต่งเติม หรือแก้ไขภาพส่วนที่เห็นว่าไม่สวยงามตามสบายผลที่เกิดขึ้น แตกต่างอย่างลิบลับกับเมื่อวันก่อน แต่ละคนที่หยุดดูรูปครู่ใหญ่ต่างก็ออกปากชมว่า เป็นภาพเขียนที่สวยงามลงตัว หาที่ติไม่ได้ ไม่มีใครสักคนเดียวแก้ไขแต่งเติมภาพตามที่เขาร้องขอเรื่องคมๆเรื่องนี้จบลงด้วยประโยค “ในที่สุดจิตรกรหนุ่มก็ได้คำตอบ”มีคำอธิบาย ความหมายชวนคิด...ว่า จิตรกรหนุ่มคงได้ค้นพบเคล็ดลับของการใช้ชีวิตแล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้หมด สิ่งที่เราทำบางคนอาจดูน่าเกลียด แต่ในสายตาของอีกหลายคนอาจดูงดงามรสนิยมของคนต่างกัน เราไม่มีทางสนองความพอใจของใครได้ทุกคน พ่อครัวที่ฉลาด ไม่คาดหวังจะปรุงอาหารให้ถูกปากคนทุกคน แต่ตั้งใจปรุงรสที่คาดว่าอร่อยที่สุดสำหรับลูกค้าบางคนคนส่วนใหญ่มักตัดสินใจตามใจผู้อื่น ละเลยความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง สุดท้ายก็มักสูญเสียตัวตนไป จึงยากนักที่หาความสำเร็จและความสุขในชีวิตวิถีชีวิตจิตรกรหนุ่มในเรื่องเล่าเรื่องนี้ เป็นวิถีชีวิตเดียวกับนักการเมือง...ต้องทำทุกอย่างเพื่อเรียกคะแนนนิยมแต่ประชาชน คนในกรุงฯ คนในเมือง และคนในชนบท แตกต่างกัน ในเมืองไทย ชัดเจนถึงขั้นมีงานวิจัย สองนคราประชาธิปไตย...คนกรุงเลือกนักการเมืองแบบหนึ่ง คนบ้านนอกเลือกนักการเมืองอีกแบบหนึ่งการเมืองไทยจึงเดินหน้าไปแบบหันรีหันขวาง ไม่ไปในทิศทางเดียวการเลือกตั้งครั้งที่หวังกันว่าจะมี...ผู้รู้มองแนวโน้มว่า คนไทยเบื่อของเก่า ต้องการของใหม่...แต่โชคร้าย เป็นของใหม่ที่เอาของเก่ามาย้อมแมวขาย...วี่แววของฝ่ายที่ชนะ เขาก็มองกันชัดเจน...ฝ่ายที่มีเงินมากกว่า ส่วนฝ่ายที่เงินน้อย กติกาเลือกตั้งครั้งนี้ เขาว่ากันว่า โอกาสพอมี แต่ก็น้อยเหลือเกินกลัวอย่างเดียว งานนี้ถ้าพรรคทหารแก่แพ้ ทหารหนุ่มจะเข้ามาคนแก่รุ่นผมขอแต่รักษาระดับประชาธิปไตยครึ่งใบเอาไว้ อย่าให้เป็นเผด็จการเต็มใบเหมือนพม่า ก็น่าจะพอ.กิเลน ประลองเชิง