“กาญจนาคพันธุ์” จบข้อเขียนเรื่อง “หลักเมือง” ที่เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ.2490 ว่า “ด้วยประการฉะนี้ ขอหลักเมืองซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองไทย จงดลบันดาลให้สยามประเทศ และชาวไทยผ่านพ้นวิกฤตกาลอันร้ายแรงทุกๆทาง...”ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ปี 2490 หลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนไปกราบไหว้...ก็จริง แต่ยังไม่ถูกเรียกเป็นเจ้าพ่อแล้วตำแหน่งเจ้าพ่อ ได้มาจากไหน?ในศาลหลักเมืองเวลานั้น “กาญจนาคพันธุ์” เขียนว่ามีรูปอสูร ซึ่งเรียกกันว่า “กรุงพาลี” จะเป็นแค่ภาพเขียนที่ฝาผนังศาล หรือรูปปั้น... ต้องเดากันเอาเอง เพราะวันนี้ ไม่มีเหลืออยู่แล้วคำว่า “กรุงพาลี” อาจทำให้เข้าใจไปถึง “พาลี” เจ้าเมืองขีดขิน พี่ชายสุครีพในรามเกียรติ์ แต่ไม่ใช่เมื่อพราหมณ์ประกอบพิธีกรรม มักมีโองการบูชาเทวดา โองการนี้ขึ้นต้นว่าโอมพระภูมิพระธรณี กรุงพาลีเรืองฤทธิ์ ฯลฯ คำเรียกกรุงพาลีน่าจะมาจากเรื่องนี้แต่ความจริงของกรุงพาลี ก็คือท้าวพลี (พะ–ลี) อสูรสำคัญ ในวามนาวตาร อวตารปางที่ 6 ของพระนารายณ์ท้าวพลีแรกเริ่มเดิมทีครองโลกบาดาล เป็นพวกนาคที่ถูกเกณฑ์ไปช่วยงานเกษียรสมุทรบนสวรรค์ แล้วก็เกิดมีเรื่องรบกับเทวดา ถูกเทวดาฆ่าตาย ลูกน้องอุ้มศพไปบาดาล ประกอบพิธีชุบชีวิตขึ้นใหม่ท้าวพลีรอบนี้ แค้นเทวดา พยายามบำเพ็ญตบะจนแก่กล้าแล้วยกทัพนาคบุกขึ้นสวรรค์ ท้ารบกับพระอินทร์ ยึดอมราวดีของพระอินทร์ได้ ก็เท่ากับได้เมืองมนุษย์เป็นของแถมท้าวพลีกำเริบเสิบสานมาก เกิดวิกฤติอำนาจเมื่อท้าวพลีเป็นจอมเผด็จการทั้งสามโลกส่วนพระอินทร์ หนีท้าวพลีไปฟ้องพระนารายณ์ งานนี้พระนารายณ์อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ยชื่อ “วามน” รอจังหวะท้าวพลีทำพิธี ก็เข้าไปร่วมในพิธี ซึ่งมีธรรมเนียมเมื่อพราหมณ์ขออะไร ก็ต้องให้พราหมณ์เตี้ย ขอที่สามก้าว เรื่องเด็กๆมาก ขอแค่นี้ ท้าวพลีก็อนุญาตแต่ที่ไหนได้...ทันทีนั้นพราหมณ์เตี้ยก็แค่ก้าวแรก...เหยียบตลอดโลกสวรรค์ ก้าวที่สอง โลกมนุษย์ก็ไม่เหลือถึงเวลานั้นท้าวพลีจึงรู้ว่าเจอพระนารายณ์องค์จริง ก้มกราบบูชา ทรงผ่อนปรนโทษ ให้ท้าวพลีกลับไปตั้งหลักอยู่เมืองบาดาล “ที่มั่นดั้งเดิม”สำคัญที่พระเมตตาส่งท้าย ถึงเวลาจะให้ท้าวพลี กลับมาครองสามโลก สวรรค์ มนุษย์ บาดาล อีกทีเรื่องนี้ พวกพราหมณ์รู้ดี...ท้าวพลี ไม่ธรรมดา ไม่นานก็จะกลับมาใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มเต็มตัว จึงเริ่มพิธีบูชา ด้วยการระบุชื่อ ท้าวพลี สอพลอไว้ล่วงหน้า ถึงเวลาจะได้เกาะใบบุญง่ายๆส่วนคนวรรณะอื่นๆที่ไม่รู้ความนัย เผลอหมิ่นแคลนท้าวพลี ถึงเวลาก็คงต้องรับกรรมไปตามเพลงเรื่องรูปท้าวพลี ในศาลหลักเมืองนี่ละกระมัง...ทำให้คนที่ไปกราบไหว้ “หลักเมือง” ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองอยู่แล้ว จึงถูกเรียกรวมๆเข้าไป เป็นเจ้าพ่อผมเคยเขียนเรื่องท้าวพลี ในศาลหลักเมือง ไว้นานแล้ว คนอ่านที่ไปไหว้เขียนจดหมายมาบอก หลักเมืองยุคใหม่ ซึ่งคงผ่านการซ่อมมาหลายครั้ง...ไม่มีรูปท้าวพลี อยู่แล้วนี่ผมก็ตั้งตารอวันที่โยมอุปถัมภ์ ชวนไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง...ไปถึงเมื่อไหร่ ผมจะพยายามตามดูทุกซอกทุกมุม ท้าวพลีท่านหนีไปอยู่ซ่อนที่ไหนหรือจะเป็นเช่นในตำนานว่า ตอนนี้ท่านซุ่มเก็บตัว อยู่เมืองบาดาล...รอเวลาที่จะกลับมาเป็นใหญ่...ตอนนี้เราๆท่านๆ ก็ควรสงบจิตเสงี่ยมใจ...อย่าเผลอไปโห่ไล่ท่านเพลินเกินไป เผลอๆท่านกลับมาจะปรับตัวไม่ทัน.กิเลน ประลองเชิง