กรณี ส.ท.ทหารหญิงร้องทุกข์กล่าวโทษ ส.ต.ท.ตำรวจหญิง ข้อหาทำร้ายร่างกายและอื่นๆ บางคนอาจมองเป็นเรื่องเล็ก เป็นการทะเลาะส่วนตัวระหว่างตำรวจหญิงกับทหารหญิง แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทย และเกี่ยวพันถึงองค์กรต่างๆของรัฐเกี่ยวพันกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่รับ ส.ต.ท.เข้าเป็นตำรวจ เมื่ออายุ 39 ปี ซึ่งผิดระเบียบ สตช. แต่ได้รับยกเว้นเพราะ “เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิที่ขาดแคลน” คือจบ ปวส.ด้านบัญชี ถูกย้ายไปเป็นตำรวจสันติบาล จากนั้นถูกขอตัวไปช่วยราชการที่ กอ.รมน.ภาคใต้ จึงพัวพันหน่วยงานรัฐอีกแห่งคือ กอ.รมน.เป็นการย้ายไปช่วยราชการ โดยไม่ต้องเดินไปปฏิบัติหน้าที่ที่ กอ.รมน.ภาคใต้ แค่เป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ราชบุรี ได้รับผลประโยชน์เป็นเบี้ยต่างๆ และได้รับสิทธินับอายุราชการทวีคูณ และรับผลประโยชน์ต่างๆจากภาษีประชาชน ทั้งยังอ้างว่าเป็น “กิ๊ก” ของ ส.ว. วุฒิสภาเข้ามาเกี่ยวอีกองค์กรหนึ่งส.ต.ท.หญิงจะเป็นกิ๊ก ส.ว. จริงหรือไม่ วุฒิสภายังปิดปากเงียบอยู่ แต่ที่แน่ๆก็คือ ส.ต.ท.หรือ “ผู้ใหญ่” สามารถฝากผู้แจ้งความร้องทุกข์ให้เป็นทหารได้จริง ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนจริง แต่รับเงินมาแล้วมอบให้ ส.ต.ท.หญิงในฐานะนายจ้าง ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนระบบ อุปถัมภ์ หรือระบบพรรคพวกในสังคมไทยสะท้อนให้เห็นว่าการเข้ารับราชการจะต้องใช้เส้นสาย ต้องมี “ผู้ใหญ่” เป็นคนฝาก และผู้ใหญ่คนนั้นจะต้องมีอำนาจบารมี ทำให้หน่วยราชการเกรงใจและเมื่อเข้ารับราชการแล้ว จะมีการวิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่งที่ดี ที่มีผลประโยชน์เป็นเงินหรือความก้าวหน้า เช่น ได้นับอายุราชการทวีคูณ ทำงาน 1 ปี นับเป็น 2 ปี เมื่อรับบำเหน็จบำนาญในยุคเผด็จการเต็มใบในอดีตรัฐบาลบางคณะประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ และข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในพื้นที่นั้นๆจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งเบี้ยเลี้ยงพิเศษ แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ประกาศกฎอัยการศึก แต่ประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด เมื่อต้นปี 2563 รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อแก้วิกฤติโรคระบาด ทำให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลายเป็น อำนาจสำคัญของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ พ.ร.ก.จะปราบโควิดไม่ได้ แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสลายการชุมนุม เพื่อต่อต้านรัฐบาล.