ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 “ประเทศไทยเผชิญการระบาดโควิด-19” ที่ผ่านหลายระลอกกลายพันธุ์หลายสายพันธุ์จนมาเป็น “โอมิครอน” กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วทุกพื้นที่ ไม่มีวี่แววแผ่วลงแม้แต่น้อย จากยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทะลุครึ่งแสนนำมาซึ่งผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นทุกวันสถานการณ์ระบาดหนักเช่นนี้ ช่วงที่ผ่านมา “ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)” เป็นยาความหวังสำคัญถูกอนุมัติให้ใช้เป็นกรณีพิเศษในการรักษา ผู้ป่วยโควิด แต่ด้วยว่าเป็นยาตัวใหม่จึงมีข้อมูลผลการศึกษาทางวิชาการไม่มากนัก “การใช้ยากับผู้ป่วยโควิดจึงมีข้อจำกัดมากมาย” ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้นไม่นานนี้ก็มี “ข้อถกเถียงประสิทธิภาพของยาฟาวิพิราเวียร์” กระทั่ง ประเทศญี่ปุ่นเลิกทดลองใช้รักษาโควิดทำให้ “แพทย์ไทย” ออกมาสนับสนุนให้ หันมาใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) แทนนี้ ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หน.ศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า การระบาดโควิดโอมิครอนในหลายประเทศทั่วโลกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก...“ประเทศผ่านการระบาดจุดพีก” จนสถานการณ์คลี่คลาย ดีขึ้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อน้อยลง เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา แล้วผู้ติดเชื้อหายป่วยนี้ จะมีภูมิคุ้มกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดิมซ้ำอีก และคงรอการกลายพันธุ์ใหม่ที่อาจระบาดเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยกลุ่มที่สอง...“ประเทศระบาดระลอกใหม่” เริ่มมียอดผู้ติดเชื้อไต่ระดับ สูงขึ้นต่อเนื่องใกล้ถึงจุดพีกเต็มที โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชีย อย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไทย ที่มีตัวเลขการระบาดค่อนข้างสูงมากมีข้อสังเกตว่า “กราฟประเทศติดเชื้อขึ้นสูงเร็ว” มักทำให้สถานการณ์คลี่คลายดีขึ้นเร็วด้วย ส่วน “ประเทศไทย” จะเห็นว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ค่อยๆไต่ระดับสูงขึ้นอย่างช้าๆ ลักษณะนี้การระบาดค่อนข้างอยู่นานปัจจัยจากการ “เน้นมาตรการป้องกัน” เพื่อไม่ให้ระบาดเร็วอันจะมีผล “ผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงนำมาซึ่งอัตราสัดส่วนผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นล้นโรงพยาบาล” จึงต้องมีมาตรการเลี้ยงการติดเชื้อให้มีระดับอย่างที่เป็นอยู่นี้ แล้วเชื่อว่า “จุดพีก” จะเริ่มตั้งแต่ต้น เม.ย. ต่อเนื่องจนถึงสงกรานต์ 2565 ที่เป็นห่วงประชาชนเดินทางจัดกิจกรรมสัมผัสใกล้ชิดครอบครัว “เชื้อจะกระจายไปทั่ว” ความเห็นส่วนหลังสงกรานต์ปลาย เม.ย.-ต้น พ.ค.คงระบาดอีกนิดหน่อยแล้วเข้าสู่ “โรคประจำถิ่น” ถ้าเชื้อไม่กลายพันธุ์การติดเชื้อน่าจะอยู่ที่ 1,000-2,000 รายต่อวัน ก็เป็นไปได้ทว่าเมื่อเข้าสู่โหมดโรคประจำถิ่นแล้ว “มาตรการป้องกันส่วนบุคคลคงจำเป็นอยู่ตลอด” เพราะโอมิครอนมีคุณสมบัติติดต่อง่าย อาการป่วยน้อย ลงก็เฉพาะ “กลุ่มคนอายุน้อยฉีดวัคซีนครบ” แต่สำหรับ “กลุ่มเปราะบาง อย่างเช่น คนสูงอายุ หรือกลุ่มคนมีโรคประจำตัว” ยังมีความเสี่ยงต่อการป่วยหนักเช่นเดิมเสมอดังนั้น ผู้ฉีดวัคซีนไปแล้วจะมองว่า “โอมิครอนอาการป่วยลดน้อยไม่ต้อง ฉีดเข็มกระตุ้น หรือลดมาตรการส่วนบุคคลอาจไม่ถูกต้อง” โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงต้องทำตัวเองให้เสี่ยงต่ำ ใช้ชีวิตระวังดูแลสุขภาพเคร่งครัดสูงสุด ส่วนกลุ่มคนเสี่ยงต่ำก็ทำกิจกรรมได้ตามมาตรการภาครัฐกำหนดให้ไว้เท่านั้น เรื่องการฉีดวัคซีนนี้ค่อนข้างเป็นความท้าทาย “หน่วยงานรัฐ” ต้องหาวิธี ให้กลุ่มเสี่ยงสูงไม่ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ 2 ล้านคน “เปลี่ยนใจฉีดเข็มแรกลดอาการรุนแรง” แล้วสัดส่วนเข็มกระตุ้นมีเพียง 30% จะเพิ่มขึ้นตามเองเพราะตามข้อมูลคนไทยยังจำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นทุก 3-4 เดือน ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจดจำเชื้อไวรัสไว้ ต่อไป “เข็มกระตุ้นจะห่างไปเรื่อยๆ” ที่สุดก็ฉีดวัคซีนโควิดกันปีละ 1 ครั้ง คล้ายกับฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประเด็น “ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด” ในช่วงระบาดแรกๆ “ประเทศไทย” ไม่มีข้อมูลการรักษามากนักแล้วยายับยั้งไวรัสที่ได้มามักเป็นผลการทดลองในห้องแล็บทั้งสิ้น ทำให้ยาใดพอใช้ได้ก็ถูกนำมารักษาผู้ป่วยกันก่อน ไม่ว่า จะเป็นยาต้านมาลาเรีย ยาต้านไวรัสเอดส์ และยาฟาวิพิราเวียร์ ก็สามารถ ทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นในคราวนั้นแล้วต่อมา “ทั่วโลก” พยายามศึกษาค้นคว้าหายารักษาโควิดเฉพาะจาก ห้องแล็บมากขึ้นจนนำมาทดลองในคนอย่างเป็นระบบใหญ่เปรียบเทียบกลุ่ม ได้รับยา และคนไม่ได้ยาให้ทราบอัตราการเสียชีวิต ทำให้ได้ยามีประสิทธิภาพรักษาผู้ป่วยโควิดได้ผลดี มีผลข้างเคียงน้อยหลงเหลืออยู่ไม่กี่ชนิด แต่เพราะ “หลักการรักษาคนไข้” จำเป็นต้องใช้ยามีผลประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงแล้วยาฟาวิพิราเวียร์เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาขนาดใหญ่ขึ้น “ไม่มีข้อมูลบ่งชี้ชัดเจนถึงประสิทธิภาพ” และด้วยประเทศไทยเข้าสู่การระบาดปีที่ 3 ทำให้ต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้ยาใหม่ตามหลักฐานผลการศึกษาที่มีมากขึ้นนี้“เมื่อยาชนิดใดมีหลักฐานน้อยแล้วราคาต้นทุนสูงไม่คุ้มค่าก็ต้องพิจารณาปรับแนวทางการรักษาใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แล้วตอนนี้ ก็มียาต้านไวรัสโควิดหลายชนิดออกมาในจำนวนนี้ คือ ยาโมลนูพิราเวียร์ ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าฟาวิพิราเวียร์แถมราคาถูกกว่าเดิมอีกด้วย” ผศ.นพ.โอภาสว่าเหตุนี้ในปัจจุบัน “ยาโมลนูพิราเวียร์” ที่มีผลการศึกษาชัดเจนว่า “สามารถลดความรุนแรงของโควิดในคนกลุ่มเสี่ยงได้ 30%” ยิ่งมีการให้กิน ยาเร็วจะมีประสิทธิภาพสูงในการลดอัตราการเสียชีวิตได้ ทำให้ถูกพิจารณานำเข้าประเทศไทยแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการกระจายไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ในต้นเดือน เม.ย.2565 ถัดมาก็มี “แพกซ์โลวิด (Paxlovid)” ที่ลงนามสัญญาจัดซื้อแล้วน่าจะได้ใช้เร็วๆนี้สำหรับผู้ป่วยโควิดที่มีความเสี่ยงสูงจะเกิดอาการรุนแรงก็สามารถลดความเสี่ยงการป่วยหนักจนต้องเสียชีวิตลงได้ 88% ทั้งยังมี “ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir)” ยาชนิดฉีดที่ถูกใช้มาตั้งแต่การระบาด ใหม่ๆก็มีประสิทธิภาพสูงกว่า 80% เช่นกันฉะนั้นตอนนี้ “ประเทศไทย” มีการใช้ยาต้านไวรัสรักษาผู้ป่วยโควิด คือ ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาเรมเดซิเวียร์ ยาโมลนูพิราเวียร์ แล้ว “รัฐบาล” ก็พยายาม นำเข้ายามีประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่องอีก แต่ด้วยข้อจำกัดการผลิตค่อนข้างน้อย กลายเป็นปัจจัยต่อการเกลี่ยแจกจ่ายยาได้ไม่ทั่วถึงทุกประเทศ แม้เราอยากจะได้มากแต่ก็ไม่มีให้ตอนนี้อนาคตเชื่อว่า “ยารักษาที่มีประสิทธิภาพ” จะทยอยเข้ามาเรื่อยๆ แล้วต้นทุน ก็จะถูกลง “ประชาชนเข้าถึงกระบวนการรักษาลดความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาลลงได้” แต่มีข้อระวังการเข้าถึงยาง่ายนี้ “อย่าใช้จน พร่ำเพรื่อมากเกินที่อาจนำไปสู่การดื้อยา” จึงควรต้องควบคุมกันด้วยซ้ำด้วยเหตุจาก “ผู้ติดเชื้อ” มักขวนขวายหายาเสมอก็เป็นเรื่องไม่ถูกนัก เพราะคนฉีดวัคซีนจะมีอาการป่วยน้อยลงอาจไม่ต้องกินยาต้านไวรัสด้วยซ้ำ สิ่งนี้คือเหตุให้ “ญี่ปุ่นยกเลิกการศึกษาทดลองใช้ยารักษาโควิด” ด้วยประชากร ฉีดวัคซีนเยอะแล้วมาเจอไวรัสอ่อนแรง ทำให้ผลการศึกษายาต้านไวรัสชนิดรุนแรงไม่มีความหมายก็ได้ ย้ำต้นทุนการรักษาผู้ป่วยโควิดถูกที่สุด “กระจายวัคซีนครอบคลุมดีกว่าเปิดห้องไอซียูมีต้นทุนหลักล้านบาท/คน” ทั้งกระทบเบียดบังผู้ป่วยโรคอื่นให้เสียโอกาสเข้ารักษาตัว เพราะโรงพยาบาลต้องปิด บริการอื่นถูก เลื่อนออกไป ดังนั้นฉีดวัคซีนป้องกัน และมียารักษาที่ดีจะช่วยลดผู้ป่วยหนักแล้วสถานพยาบาลจะบริการอย่างอื่นได้อีกทั้งตอนนี้ “วัคซีนในไทย” มีเยอะจนมากกว่าคนฉีด และตั้งจุดบริการ หลายแห่งด้วยซ้ำไป เพียงแต่สิ่งที่ยังทำน้อยคือ “กระตุ้นกลุ่มเสี่ยงต้องการฉีด เข็ม 3” มิเช่นนั้นก็ต้องเตรียมกระบวนการรักษาไว้รองรับกันไปเรื่อยๆสุดท้ายนี้ยอมรับว่า “ผู้ป่วยโควิดโอมิครอน” ส่วนหนึ่งติดเชื้อกินยารักษาตามอาการหายเองก็มี ดังนั้นในกลุ่มเสี่ยงต่ำสามารถใช้ยาสมุนไพรไทยได้ เช่น ยาฟ้าทะลายโจร กระชายขาว เพื่อช่วยบรรเทาอาการก่อน แต่ถ้าไม่ดีขึ้นควรรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน ในส่วนกลุ่มผู้เสี่ยงสูงแนะนำให้รักษาด้วยยาต้านไวรัสเท่านั้นจะดีกว่าตอนนี้ทั่วโลกมีทิศทางตรงกันว่า “ไวรัสโควิด–19 อ่อนแรงลงคงติดง่ายขึ้น” เราไม่อาจเอาชนะมันได้แน่ๆ แต่สามารถเรียนรู้เพื่อใช้ชีวิตใกล้เคียง ปกติได้ด้วยการฉีดวัคซีน เตรียมพร้อมกระบวนการรักษาที่ดี มียาประสิทธิภาพสูง แล้วก็หวังอย่างยิ่งจะเป็นปีสุดท้ายในการระบาดใหญ่นี้...