สัปดาห์ที่ผ่านมาในอเมริกามีเด็กติดโควิด-19 ไปถึงกว่า 580,000 คน สูงสุดตั้งแต่เคยมีการระบาดมา ขณะนี้เด็กติดเชื้อเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดในแต่ละวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง...ไทยเราต้องช่วยกันดูแลเด็กๆให้ดีรศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน)” เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมาย้ำประเด็น...“Omicron น่ะ ยังไงก็ติดกันทุกคน”คำกล่าวนี้ไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้คนในสังคมหมดหวังยอมจำนน และ...หรือหยุดการป้องกันตัว เพราะเข้าใจว่ายังไงก็ไม่รอด ทั้งที่จริงๆแล้วป้องกันได้สุดท้ายแล้ว...ก็อาจเกิดผลกระทบให้เห็นในลักษณะการติดเชื้อจำนวนมาก ยากต่อการควบคุม และสังคมเผชิญกับวิกฤติยาวนานได้“Omicron น่ะ ทุกคนมีโอกาสเจอโอกาสเสี่ยงในการใช้ชีวิตประจำวัน”คำกล่าวนี้จริงและเหมาะสมกว่า เพราะการระบาดที่รวดเร็ว ทำให้มีโอกาสสูงที่การใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน ตลาด ห้าง ขนส่งสาธารณะแต่การรับฟังเช่นนี้จะกระตุ้นให้เราตื่นตัว ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัว ใส่หน้ากากเสมอ รักษาระยะห่างจากคนอื่นเกินหนึ่งเมตร พบคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดหรือระบายอากาศไม่ดี หมั่นสังเกตอาการตนเองและคนรอบข้าง ใครไม่สบายให้รีบแยกตัวจากคนอื่น และรีบไปตรวจรักษานี่คือสิ่งที่ควรทำ การระบาดจะบรรเทาลงได้ และเราจะรอดไปด้วยกัน “ช่วงนี้มีข่าวบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆในสังคม ทั้งคนทำงาน รวมถึงที่กำลังศึกษา แม้จะฉีดเข็ม 3 เข็ม 4 กันไปแล้ว แต่ก็ติดเชื้อได้”ข้อมูลวิชาการชี้ให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดป่วยรุนแรงและลดโอกาสเสียชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยลดอัตราการแพร่เชื้อต่อไปยังบุคคลอื่นได้ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบหลายคนมีประวัติไปร่วมกินงานปาร์ตี้ปีใหม่ หรือสังสรรค์ หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่ทำให้ติดเชื้อได้ย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด ถึงฉีดมาแล้วกี่เข็ม ลดโอกาสป่วย ลดโอกาสตาย แต่ยังติดได้ และยังมีโอกาสป่วย รวมถึงเป็นพาหะแพร่ไปให้คนอื่นรอบข้างได้เช่นกัน และส่งผลกระทบต่อหลายต่อหลายเรื่องตามมาสิ่งสำคัญที่จะประคับประคองให้รอดพ้นกันไปได้คือ ใส่หน้ากาก อยู่ห่างคนอื่นๆ พบคนน้อยลงสั้นลง ไม่ร่วมวงกินดื่มหรือปาร์ตี้สังสรรค์ เลี่ยงที่แออัดหรือระบายอากาศไม่ดี...เป็นกำลังใจ อดทนอีกหน่อยเถิด อีกไม่กี่สัปดาห์ถัดจากนี้ หากประคับประคอง อดทนอดกลั้น ตบะไม่แตก ป้องกันตัวเต็มที่ได้ จะบรรเทาโอกาสระบาดหนักไปได้มาก“วัคซีนนั้นสำคัญก็จริง แต่การป้องกันตัวระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัดนั้นสำคัญที่สุดครับ” ข้อมูลวันที่ 14 มกราคม 2565 ผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 320 ล้านไปแล้ว เสียชีวิตรวม 5,537,649 คน 5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ อเมริกา ฝรั่งเศส อินเดีย อิตาลี และสเปนอัปเดต “โอมิครอน” ข้อที่หนึ่ง...พบความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโควิด-19 อาการน้อยถึงปานกลางที่เป็น “Long COVID” นานถึงอย่างน้อย 8 เดือนPhetsouphanh C และคณะจากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ออสเตรเลีย เพิ่งเผยแพร่งานวิจัยใน Nature Immunology เมื่อวานนี้ 13 มกราคม 2565 จากความสนใจว่าอาการคงค้างที่เกิดขึ้นของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่เรารู้จักกันในชื่อ “Long COVID” นั้นมีอาการแสดงได้หลายระบบในร่างกายรวมถึงระบบประสาท ภาวะทางจิตใจและอารมณ์ หลายอาการคล้ายกับภาวะที่พบหลังจาก ซาร์ส (SARS) และ เมอร์ส (MERS) ซึ่งมักพบในคนที่ติดเชื้อแล้วมีอาการน้อยถึงปานกลางทีมวิจัยจึงศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการน้อยและปานกลาง พบว่าแม้จะรักษาหายจากโควิดตอนแรกแล้วนานถึง 8 เดือน กลุ่มคนที่มีอาการคงค้างเป็น Long COVID ก็ยังมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถตรวจพบได้อยู่ นี่...จึงตอกย้ำความสำคัญให้เราตระหนักว่า การติดเชื้อนั้นไม่ใช่รักษาแล้วจบ ยังสามารถทำให้เกิดผลกระทบตามมาในระยะยาวของระบบต่างๆในร่างกายด้วย โดยภาวะ Long COVID นั้นเกิดได้ทั้งใน “ผู้ใหญ่” และ “เด็ก” แม้โอกาสเกิดในเด็กจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ก็ตามการป้องกันตัวอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ติดเชื้อ ลดละเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งข้อที่สอง...Huang J Sr. และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Lanzhou ประเทศจีน เผยแพร่งานวิจัยใน medRxiv วันที่ 13 มกราคม 2565 ทำโมเดลคาดการณ์การระบาดของ Omicron และนำเสนอผลคาดการณ์ว่า หลังจากระบาดหนักต้นปีนี้ อาจมีการปะทุขึ้นมาในประเทศแถบซีกโลกเหนือราวเดือนเมษายนและ...ซีกโลกใต้ราวเดือนมิถุนายน แต่การปะทุจะไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป เพราะมีหลายปัจจัยที่จะมีอิทธิพลต่อการระบาดของทั่วโลก ทั้งสายพันธุ์ไวรัส ผลลัพธ์ของการควบคุมป้องกันโรคในรอบต้นปีนี้รวมถึงนโยบายต่างๆของแต่ละประเทศที่จะส่งผลต่อความเสี่ยงในการระบาดซ้ำ และพฤติกรรมการป้องกันตัวของประชาชนในแต่ละพื้นที่ต่อเนื่องอีกการวิจัย Carter SJ และคณะจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา พบว่า หากเปรียบเทียบกันกับคนปกติ “ผู้ป่วย Long COVID” นั้นนอกจากจะมีอาการคงค้างต่างๆตามที่เราเคยทราบมาก่อนแล้ว ยังพบว่าทำให้มีสมรรถนะในการดำเนินชีวิตประจำวันแย่กว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญการออกกำลังกายในยามว่างลดลง มีภาวะตึงเครียด งุนงง และความผิดปกติทางอารมณ์ หากมองเชิงระบบ ไม่ว่าจะ “ระบบสังคม” หรือ “ระบบการทำงาน” ในระดับหน่วยงานรัฐและเอกชน การติดเชื้อจำนวนมากย่อมทำให้มีโอกาสที่จะมีคนที่เป็น Long COVID มาก ส่งผลต่อการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้าน...ที่ทำงาน “ผลิตภาพ” จะลดลงรวมถึงส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่า...จะในครอบครัว ในที่ทำงาน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหา Long COVID และภาระต่อระบบสุขภาพระยะยาวย่อมมีสูงเป็นเงาตามตัว“สำหรับพวกเราทุกคนควรป้องกันตัวและครอบครัวอย่างเคร่งครัด ใส่หน้ากากเสมอ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า...อยู่ห่างคนอื่นเกินหนึ่งเมตร เลี่ยงที่แออัด ระบายอากาศไม่ดี”ประการสำคัญ...หากไม่สบายคล้ายหวัด ให้คิดถึงโควิดไว้ด้วยเสมอ หาทางตรวจรักษา.