กลายเป็นกระทู้ถามรัฐมนตรีต่างประเทศในสภา และเป็นวิวาทะทางการเมือง กรณีที่สหรัฐอเมริกาเชิญ 110 ประเทศจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม “สุดยอดเพื่อประชาธิปไตย” แต่ไม่ได้เชิญผู้นำประเทศไทยให้ร่วมสังฆกรรมการเมืองระดับโลก ทั้งๆที่ไทยเคยเป็น “พันธมิตร” ที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯคนไทยเคยพูดแบบทีเล่นทีจริงว่าสหรัฐฯเป็น “มหามิตร” ของไทย เคยเป็นพันธมิตรในสนธิสัญญาร่วมป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต) เคยส่งทหารร่วมรบในสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม แม้แต่สหรัฐฯก็เคยประกาศว่าไทยเป็น “พันธมิตรที่ใกล้ชิดนอกนาโต” แต่เชิญแค่ 3 ประเทศในเอเชียอาคเนย์ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เลือกเชิญเฉพาะประเทศที่สหรัฐฯเห็นว่าเป็น “ประชาธิปไตย” โดยไม่มีไทยอยู่ในสายตา สอดคล้องกับลัทธิการเมืองที่เรียกว่า “ลัทธิไบเดน” ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ประกาศว่าต่อไปนี้สหรัฐฯจะเน้นเฉพาะภารกิจที่มีเป้าหมายเป็นไปได้ ไม่เอาเรื่องที่ทำไม่ได้ลัทธิไบเดนเน้นการส่งเสริมค่านิยมทางการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย จึงมองว่าประเทศประชาธิปไตยใหม่ เช่น อินโดนีเซีย ควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งๆขึ้นไป แต่ประเทศที่ “เคยเป็น” ประชาธิปไตยแบบไทย วันนี้เปลี่ยนเป็น “อำนาจนิยม” เกิดการยึดอำนาจถึง 2 ครั้ง ภายใน 8 ปีเมื่อเร็วๆนี้มีองค์กรภาคเอกชนของต่างประเทศแห่งหนึ่ง แบ่งการเมืองของโลกออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มประชาธิปไตย กลุ่มที่สอง กลุ่มประชา ธิปไตยถดถอย รายงานข่าวระบุว่าไทยไม่ติดแม้แต่กลุ่มที่สอง ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 3 กลุ่มอำนาจนิยม ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน ประชาธิปไตยครึ่งใบคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ทำการทบทวนปัญหาสิทธิมนุษยชนไทย มีสมาชิกยูเอ็นหลายประเทศเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของเยาวชนไทย เรียกร้องให้แก้ไข ป.อาญามาตรา 112 และวิจารณ์การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไทยสอบตกเรื่องนิติธรรมรัฐมนตรีต่างประเทศวิจารณ์สหรัฐฯไม่เชิญไทย “เป็นการเมืองล้วนๆ” ไม่กระทบอะไรเลย ไม่ต้องเป็นห่วง แต่อย่าลืมว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” ไม่ได้วัดกันด้วยเงินเท่านั้น แต่การเป็นประชาธิปไตย ประชาคมโลกยอมรับว่าเคารพสิทธิมนุษยชน ทำให้มีศักดิ์ศรี นานาชาติยกย่อง คือประโยชน์ที่ล้ำค่า.