คำว่า “ไม้กางเขน” (Cross) เป็นคำเก่ากว่าสามสี่พันปี พบครั้งแรกในจารึกอักษรเฮียโรกราฟฟิกของอียิปต์โบราณ รู้จักกันในชื่อว่า อังก์ (Ankh) ด้านบนเป็นทรงกลม ด้านล่างเป็นกางเขน คล้ายไม้กางเขนชาวคริสต์ (มหัศจรรย์ สัญลักษณ์ เครื่องรางและเคล็ดนำโชค โดย Alys R Yablon ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล แปล)นี่คือสัญลักษณ์อียิปต์โบราณ แสดงถึงความเป็นอมตะนิรันดร และเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตอังก์ เป็นรูปทรงอันสมบูรณ์ ระหว่างเพศชายและเพศหญิง (คล้าย ศิวลึงค์ โยนี ของฮินดู)ในวัฒนธรรมของกรีกโบราณ อักษรกรีกตัวที่ 19 คือเทา (tau) ก็เป็นรูปลักษณะของไม้กางเขนเช่นเดียวกันต่อมาในสมัยพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1 ซึ่งครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.280-237 ทรงเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์แรกที่ประกาศตนเป็นคริสต์ศาสนิกชน และทรงใช้ไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์แห่งพระคริสต์ศาสนายังมีความเชื่อถือในวัฒนธรรมที่แตกต่างไม้กางเขน ที่เรียกว่าฮุคครอส (Hookhed cross) หรือกางเขนรูปตะขอ ก็คือเครื่องหมายสวัสติกะ บางครั้งมีผู้เรียกว่าแกมม่า หลายๆคนมักเข้าใจว่า เป็นสัญลักษณ์ของนาซีเยอรมันแต่ความจริงใช้กันมาก่อนยาวนานนับพันปี ทั้งในโลกตะวันออกและโลกตะวันตกสวัสติกะ มีความหมายถึง ความโชคดี มีความเกี่ยวข้องกันทั้งศาสนาฮินดู พุทธ เชน สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอินเดียและจีน ทั้งปรากฏในประวัติศาสตร์ของกรีก โรมันชาวตะวันตกยุคใหม่ ถือว่าสวัสติกะ คือสัญลักษณ์ของรูปตัวแอล (L) ไขว้สลับกัน 4 ตัว แทนความหมายของแอลทั้ง 4 Luck (โชคดี) Light (แสงสว่าง) Life (ชีวิต) และ Love (รัก)รูปแบบการรวมกันของ L สี่ตัว ในงานออกแบบสมัยใหม่ นิยมทำสัญลักษณ์ในการ์ดอวยพร และของขวัญสำหรับชาวคริสต์ สัญลักษณ์ไม้กางเขน มีส่วนสำคัญสูงสุดในพิธีกรรมในโบสถ์ของชาวคาทอลิก การมองเห็นไม้กางเขน เปรียบประหนึ่งการเตือนให้รำลึกถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ชาวคริสต์มักประดับไม้กางเขนเป็นสิ่งเคารพบูชาประจำบ้าน นิยมไว้บนหัวเตียงเพื่อปกป้องคุ้มครอง เชื่อกันว่า ไม้กางเขนแฝงไว้ด้วยพลังแห่งการฟื้นฟูชีวิต และมีอำนาจในการขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายนานาตอนหนึ่งในหนังสือ เกร็ดโบราณคดี ประวัติศาสตร์ไทย ส.พลายน้อย เล่าถึง พระเจ้านิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย ว่า เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ได้เคยกลืนกางเขนทองเข้าไปไม้กางเขนทองนี้ ได้รับเมื่อวันทำพิธีแบบติสม์ หรือศีลล้างบาปตามปกติแล้ว พระเจ้านิโคลาสที่ 2 ทรงมีพระธำมงรงค์ฝังเศษชิ้นไม้กางเขน (ที่ได้มาจากอันที่พระเยซูถูกตรึง) สวมอยู่เป็นประจำ ถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟรุ่งเรืองว่ากันว่าพระอัยกา พระเจ้านิโคลาสที่ 2 ก็เคยรอดอันตรายด้วยพระธำมรงค์วงนี้เมื่อเกิดกบฏบอลเชวิค (ในชั้นแรก บอลเชวิค หมายถึงสมาชิกแห่งพรรคสังคมประชาธิปไตย ซึ่งมีเสียงข้างมากสนับสนุนให้ชนกรรมาชีพใช้กำลังยึดอำนาจ นับจาก พ.ศ.2461 เป็นต้นมา หมายถึงสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์)การเมืองพลิกผัน พระเจ้านิโคลาสที่ 2 ถูกจับไปคุมขัง จนถึงวันที่ถูกประหารชีวิต 16 ก.ค. พ.ศ.2461 พระชนมายุ 50 พรรษา นับวันเป็นวันสูญสิ้นราชวงศ์ มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า ทรงลืมสวมพระธำมรงค์วงนั้น.กิเลน ประลองเชิง