ผู้ติดตามข่าวสารการเมืองในขณะนี้ หลายคนสงสัยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แตกกันจริงหรือกลุ่มพี่น้อง “สาม ป.” ที่โอบอุ้มกันมาเป็นเวลายาวนานจนมีอำนาจคับแผ่นดิน แตกกันจริงหรือไม่ ถ้าฟังจากรายงานข่าวของสื่อ ต้องเชื่อว่าแตกคอกันจริง “การเมืองและอำนาจ” ทำให้ พี่น้องหันหลังให้กันนั่นก็คือการแตกคอกันระหว่าง “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พปชร. ที่คุมอำนาจในพรรคหรือฝ่ายนิติบัญญัติกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ผู้คุมอำนาจรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร ถ้าทั้งสองฝ่ายแยกทางกันเดิน คือจุดจบของรัฐบาลหรือสภาเนื่องจากประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ไม่ได้ “แยกอำนาจ” นิติบัญญัติกับบริหารออกจากกันโดยเด็ดขาด ทั้งสองอำนาจมีที่มาเดียวกัน คือพรรคที่คุมเสียงข้างมากในสภา เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และดำรงอยู่ได้ด้วยเสียงข้างมากในสภา โดยปกติทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร จะมีผู้นำคนเดียวกัน คือผู้นำพรรคด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้การบริหารประเทศเป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะนายกฯเป็นผู้นำทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญฉบับพิสดาร 2560 ไม่ได้ทำตามประเพณีของระบบรัฐสภา ไม่บังคับให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. และเป็นผู้นำพรรคเสียงข้างมาก ทำให้ผู้นำพรรคและรัฐบาลเป็นคนละคนถ้าผู้นำรัฐบาลกับผู้นำพรรคยังปรองดองกันดี การบริหารบ้านเมืองก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าทั้งสองคนแตกคอ เพราะความระแวงว่า “ถูกแทงข้างหลัง” และต่างแยกทางกันเดิน คนหนึ่งคุมอำนาจในพรรค ส่วนอีกคนคุมอำนาจในรัฐบาล มีหวังพังแน่นอน เพราะรัฐบาลในระบบรัฐสภา ถ้าขาดเสียงข้างมาก ต้องลาออกหรือยุบสภาต่างจากประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี เป็นระบบที่ “แยกอำนาจ” นิติบัญญัติกับบริหารออกจากกันโดยเด็ดขาด ประธานาธิบดีผู้เป็นผู้นำฝ่ายบริหารไม่ได้มาจากการเลือกของเสียงข้างมากในสภา แต่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน รัฐสภาไม่มีอำนาจล้มประธานาธิบดี ด้วยการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิยุบสภาถ้ามองประชาธิปไตยในยุโรป ส่วนใหญ่จะใช้ระบบรัฐสภา เช่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี เดนมาร์ก สวีเดน เป็นต้น ส่วนใหญ่มีพรรคที่มี ส.ส.ในสภาน้อยพรรค ไม่เกิน 3-4 พรรค ทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง การเมืองมั่นคง ไม่มีประเทศไหนที่มีรัฐบาลและการเมืองที่มั่นคง ด้วยระบบ 30-40 พรรค.