บช.น.จัดหนักดำเนินคดีม็อบ 7 ส.ค. รวม 14 คน แนวร่วมไล่ “ประยุทธ์” ขยายวง “ไฮโซลูกนัท” นำคาร์ม็อบจับมือ “ไทยไม่ทนฯ” ไปไหนไปกันขับไล่นายกฯตู่ ชวนสลิ่มกลับใจออกมายืนฝั่งประชาธิปไตย “ไทกร” ลั่นหลอมรวมใจไม่แล้วเหลือง-แดง “เพนกวิน” พร้อมทนายแสดงตัวหน้าสำนักงาน ตร.รับหมายจับคดีกิจกรรมเซฟไผ่ ดาวดิน ทีมทะลุฟ้า นัดมวลชนโชว์พลังม็อบยิ่งใหญ่ 10 ส.ค. แยกราชประสงค์ ขอฝากฝังภารกิจไล่นายกฯไว้ในมือประชาชน ถูกคุมตัวพร้อมพวกไปสอบ สภ.คลองห้า “ณัฐวุฒิ” ผุดม็อบ “คาร์พาร์ค” 15 ส.ค. ยกระดับแสดงพลังประสานนักสู้รุ่นใหม่ พท.-กก. จ่อ ชง ป.ป.ช. ฟันนายกฯออกข้อบังคับติดหนวดโดยมิชอบ-ขัด รธน.-ฝ่าฝืนจริยธรรม กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะการจัดคาร์ม็อบบีบแตรไล่นายกฯ ขณะที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ฝากฝังภารกิจนัดชุมนุมไล่พล.อ.ประยุทธ์ ไว้ในมือของพี่น้องประชาชนม็อบ 7 ส.ค.เจอคดีรวม 14 คนเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเมื่อวันที่ 7 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิดรวม 6 คดี ผู้ต้องหาทั้งหมด 14 คน ได้แก่ ข้อหาอั้งยี่และซ่องโจรแบ่งเป็นชาย 6 คน และหญิง 2 คนเป็นกลุ่มการ์ดวีโว่ และผู้ชุมนุมกลุ่มวีโว่ มีนายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ เป็นหัวหน้า มีพฤติการณ์ชุมนุมมั่วสุมกัน ปกปิดวิธีการดำเนินการเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ซ่องสุม ฝึกกำลังพลและแฝงตัวมาในกลุ่มผู้ชุมนุมในรูปของการ์ดอาสาสมัคร แต่ใช้ช่องโอกาสทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยึดของกลาง อาทิ เสื้อเกราะพร้อมอุปกรณ์1 ชุด ปลอกเสื้อเกราะ เข็มขัดสนาม วิทยุสื่อสาร หน้ากากป้องกันแก๊ส หนังสติ๊ก หัวนอต ลูกแก้ว พลุควันสีแบบดึงสลัก นำส่ง สน.สำราญราษฎร์ ดำเนินคดีจับกุมผู้ต้องหาชาย 5 คนและหญิง 1 คน ข้อหาร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด นำส่ง สน.สำราญราษฎร์ และ สน.พญาไท ดำเนินคดี ผู้ถูกจับเป็นผู้ร่วมชุมนุม ผู้ทำหน้าที่ดูแลและขับรถเครื่องขยายเสียงและขับรถส่งผู้ร่วมชุมนุม พนักงานสอบสวนจะพิจารณาแจ้งข้อหาตามความผิดอื่นๆด้วย มอบหมายให้ พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น.ควบคุมการสอบสวนร่วมกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของแต่ละกองบังคับการ เพื่อให้การดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมโดยเร็ว ควันหลงหลังปะทะบุกรื้อป้ายตำรวจผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว แต่เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 7 ส.ค. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้รับรายงานเหตุเร่งด่วนจาก พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา ผบช.ส.กรณีมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกมาที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 แขวงและเขตปทุมวัน กทม. รื้อทำลายป้ายด้านหน้าจนเสียหาย ตัวหนังสือหักและหลุดออกจากกรอบป้ายสำนักงาน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรรักษาการณ์สถานที่เข้าเเจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน และแจ้งกองพิสูจน์หลักฐานเดินทางเข้าเก็บลายนิ้วมือแฝงของผู้ก่อเหตุแล้ว ช่วงเกิดเหตุน่าจะเกิดหลังเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 7 ส.ค.เล็กน้อย ต้องรอทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติสรุปยอดความเสียหายและแจ้งแนวทางการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด“ไฮโซลูกนัท” ร่วมแรลลี่ไทยไม่ทนฯส่วนการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มอื่นๆ เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 8 ส.ค. ที่บริเวณหน้าตึกเอส ทองหล่อ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท ที่อ้างตัวว่าเป็นอดีต กปปส.กลับใจ จัดกิจกรรมคาร์ม็อบ “สลิ่มกลับใจ” เพื่อไปร่วมแรลลี่ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับกลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายไทกร พลสุวรรณ และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ที่หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ ชวนสลิ่มกลับใจมายืนฝั่งประชาธิปไตยนายธนัตถ์กล่าวว่า ทุกวันนี้ความเดือดร้อนของประชาชน มาจากประชาธิปไตยที่มีเจ้าของมีขั้วอำนาจชุบมือเปิบ ใช้เป็นข้ออ้างตั้ง ส.ว. 250 เสียง อ้างว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย เราจึงต้องออกมาเรียกร้องให้แก้ไขปิดสวิตช์ ส.ว. ถ้ายังเชื่อในความเท่าเทียม ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน แต่แกนนำที่เราเคยเข้าร่วมด้วยเขาได้ทรยศประชาชนไปสนับสนุนเผด็จการทหาร ตั้งใจจะเชิญชวนผู้เคยชุมนุมใน กปปส. แล้วแสดงความ เสียใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก้าวออกมายืนฝั่งประชาธิปไตย การติดสัญลักษณ์บนรถยนต์ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย และต้องใช้สัญลักษณ์หรือคำพูดไม่เกินเลยหลอมใจเหลือง-แดงไล่ “ประยุทธ์”จากนั้นเวลา 11.05 น. นายธนัตถ์ขึ้นรถเรนจ์ โรเวอร์ สีดำ ทะเบียน ฌล 8800 กรุงเทพมหานคร นำขบวนคาร์ม็อบสลิ่มกลับใจ ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์หรูและสปอร์ตคาร์ เคลื่อนขบวนไปเส้นทางถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าแยกราชประสงค์สบทบกับกลุ่มไทย-ไม่ทนฯในเวลา 11.47 น. ทันทีที่ขบวนคาร์ม็อบ สลิ่มกลับใจมาถึงนายไทกรและนายยศวริศได้กล่าวต้อนรับกลุ่มนายธนัตถ์มาร่วมกันต่อสู้เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ โดยนายธนัตถ์ได้นำทุเรียน สื่อถึงสัญลักษณ์ของสีเหลืองมามอบให้ ส่วนกลุ่มไทยไม่ทนมอบมังคุดสื่อถึงสัญลักษณ์ของสีแดง มาแลกเปลี่ยนกันเป็นเชิงสัญลักษณ์การรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยมวลชนกลุ่มไทยไม่ทนฯได้มอบดอกกุหลาบต้อนรับ“ไทกร” ขอหารือร่วมวงม็อบ 10 ส.ค.นายไทกรกล่าวว่า ทุกคนเห็นตรงกันว่าปัญหาของประเทศคือ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องมาร่วมกันทำภารกิจขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ วันนี้จะไม่มีแล้ว สลิ่มและไม่มีควายแดง ประเทศมีแต่คนไทย ทุกคนต้องมีเกียรติเท่าเทียมกัน และเมื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แล้วขบวนการประชาธิปไตยจะได้เริ่มนับหนึ่ง เราเริ่มต้นไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะมีแค่ประชาชนที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการคือ พล.อ.ประยุทธ์ การชุมนุมของกลุ่มเยาวชน นักศึกษา เป้าหมายควรไล่ พล.อ.ประยุทธ์ก่อน เชื่อว่าน้องนักศึกษาจะเข้าใจและเปลี่ยนแปลงแนวทางการชุมนุมวันที่ 10 ส.ค.ได้รับการประสานจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมแล้ว แต่จะขอหารือกันก่อนว่าจะไปร่วมหรือไม่ ต้องคำนึงถึงยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ แต่ไม่มีใครผิด ฝ่ายผิดคืออำนาจรัฐที่ประชาชนปาก้อนหินใส่ แล้วตำรวจยิงใส่ประชาชน เป็นความไม่เท่าเทียม อยากให้การร่วมขับไล่ระบอบเผด็จการ จำกัดอยู่แค่ พล.อ.ประยุทธ์ จะคว้าชัยชนะได้เร็วและง่ายที่สุด“เจ๋ง” รอ “จตุพร” พ้นคุกนำทัพใหญ่นายยศวริศกล่าวว่า กลุ่มนายธนัตถ์ยืนยันว่าจากนี้จะมาร่วมกับกลุ่มไทยไม่ทนทุกกิจกรรม จะร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไหนจะร่วมด้วย เพราะมั่นใจ สบายใจ ไม่แคลงใจ มีเป้าหมายเดียวขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ กลุ่มไทยไม่ทนจะทำกิจกรรมเท่าที่ทำได้ จะรอนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนจะขับเคลื่อนกิจกรรมเต็มรูปแบบอีกครั้ง จากนั้นมวลชนทั้งสองกลุ่มได้ร่วมเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบ แรลลี่ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จากหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งถนนราชดำริ ไปตามเส้นทางถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนอโศกมนตรี ถนนสุขุมวิท ถนนทองหล่อ (สุขุมวิท55) วนกลับมาที่ถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าแยกราชประสงค์ 2 รอบ รถทุกคันพร้อมใจบีบแตร คนในรถชูสามนิ้วไปตลอดเส้นทาง ก่อนยุติแยกย้ายไปอย่างสงบตร.โชว์หมายจับคุมตัว “ณัชนนท์”ขณะที่เวลา 12.50 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี แสดงหมายจับศาลธัญบุรี จ.ปทุมธานี เข้าควบคุมตัวนายณัชนนท์ ไพโรจน์ แกนนำแนวร่วมกลุ่มราษฎร ระหว่างเดินทางมาแสดงเจตจำนงความบริสุทธิ์ที่หน้าสำนักงาน ตร.กรณีถูกออกหมายจับร่วมกับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน คดีนำมวลชนทำกิจกรรมสาดสีที่หน้ากองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 ปทุมธานี เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มมวลชนหมู่บ้านทะลุฟ้า ในความผิดตามที่พนักงานสอบสวน สภ.คลองห้า ขอออกหมายจับข้อหาความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ ร่วมกันจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ที่มีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คน ร่วมกันจัดชุมนุมหรือกิจกรรมที่เสี่ยงการแพร่โรคในพื้นที่ที่ประกาศ หรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวดและพื้นที่ควบคุมสูงสุดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ฝ่าฝืนคำสั่ง จ.ปทุมธานี เรื่องมาตรการป้องกันและการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และร่วมกันทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต “กวิ้น” นัดม็อบ 10 ส.ค.แยกราชประสงค์ต่อมาเวลา 13.10 น. นายพริษฐ์เดินทางถึงหน้าสำนักงาน ตร.พร้อมทนายความตามที่ประกาศไว้ว่าจะมาแสดงตัวหลังมีกระแสข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีจากการทำกิจกรรม “เซฟ ไผ่ ดาวดิน ทีมทะลุฟ้าและแนวร่วม” ที่หน้า ตชด. เมื่อวันที่ 2 ส.ค. โดยได้พูดคุยกับมวลชนที่มารอให้กำลังใจตอนหนึ่งว่า การจะล้มยักษ์ต้องกล้ายืนหยัดต่อหน้าคนมีอำนาจ ตนใช้ความกล้าหาญมาเผชิญหน้าความอยุติธรรม ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ ไม่คิดหลบหนีคดี เราเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ หากไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้มวลชนต่อสู้ตามกระบวนการและข้อเรียกร้องต่อไป วันที่ 10 ส.ค.กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯจะจัดกิจกรรมที่แยกราชประสงค์ ขอให้มารวมตัวกันจัดเป็นคาร์ม็อบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ประชาชนเรามีสองมือ ไม่มีอำนาจ เงิน อาวุธ จะใช้รถต่อสู้ ถอนรากถอนโคน ผู้กัดกินเมืองไทยมาอย่างยาวนานฝากภารกิจไล่นายกฯไว้ในมือประชาชน“เราเชื่อในพลังประชาชน ขอฝากการต่อสู้ไว้ในมือราษฎรทุกท่าน ขอให้ยึดสันติวิธี การล้มทรราชไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องใจเย็น ตั้งมั่นใช้สติสู้ เพื่อส่งพลังไปถึงคนที่ยังไม่ตื่น ถ้าประชาชนลุกขึ้นสู้จะเกิดพลังส่งถึงทุกคนในสังคม การล้มประยุทธ์มีหลายอย่าง แต่ต้องเริ่มที่ประชาชน “การต่อสู้ครั้งนี้จะมีหรือไม่มีผลก็ได้ แต่ไม่มีประชาชนไม่ได้ ขอฝากภารกิจไล่ประยุทธ์ไว้ในมือทุกคน อย่าหยุดสู้จนกว่าประยุทธ์จะออก จนกว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตย จะเป็นของประชาชน จนกว่าทุกคนทุกชนชั้นจะเท่าเทียมกันทุกด้าน ถ้าโชคดี 10 ส.ค.เจอกัน ถ้าโชคไม่ดีเจอกันปลายทาง” นายพริษฐ์กล่าวกับแนวร่วมคุมตัวขึ้นรถตู้ไปสอบ สภ.คลองห้าจากนั้นพนักงานสอบสวนได้แสดงหมายจับและควบคุมตัวนายพริษฐ์เข้าไปยังสำนักงาน ตร.เพื่อสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย คาดว่าจะควบคุมตัวนายพริษฐ์พร้อมพวกไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่สภ.คลองห้าอีกครั้ง ทั้งนี้ ด้านนอกสำนักงาน ตร. นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ผู้จัดคาร์ม็อบ นำมวลชนบางส่วนมาให้กำลังใจนายพริษฐ์ ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลกระทั่งเวลา 14.30 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว 1.นายณัฐชนนท์ ไพโรจน์ 2.นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ 3.นายศิริชัย นาถึง และ 4.นายพรหมศร วีระธรรมจารี แกนนำทั้งหมดที่มามอบตัวไปดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ที่ สภ.คลองห้า เจ้าของพื้นที่ตั้งกอง บังคับการตำรวจตระเวนชายเเดนภาค 1 ก่อนจะก้าวขึ้นรถตู้ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนมาเรียกร้องประชาธิปไตย ทำไมต้องปฏิบัติกับพวกเราเหมือนหมูเหมือนหมา ตนไม่ได้ทำอะไรผิด ควรให้เกียรติกันมากกว่านี้เตรียมนำตัวส่งศาลธัญบุรีผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนำทั้งหมดขึ้นไปยังห้องสอบสวนชั้นที่ 2 ทันที โดยรอบพื้นที่ สภ.คลองห้า มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ท่ามกลางมวลชนที่มาให้กำลังใจราว 50 คน ต่อมาเวลา 16.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาขึ้นรถตู้ออกไปยัง สภ.คลองห้าไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ห่างออกไปประมาณ 1 กม.มีมวลชน 50-60 คนเดินทางตามไปให้กำลังใจ ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนคอยดูแล พร้อมกั้นลวดหนามหีบเพลง ตั้งเครื่องกีดขวางบนสะพานทางเข้า ตชด.ภ.1 คาดว่าเพื่อรอนำตัวไปฝากขังที่ศาลธัญบุรีในวันที่ 9 ส.ค. ขณะเดียวกันยังเตรียมรถฉีดน้ำแรงดันสูงไว้เตรียมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น “เต้น” นัด “CAR PARK” 15 ส.ค.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คนทำงานเครือข่ายไล่ประยุทธ์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า หัวใจสู้และความอาจหาญของคนหนุ่มสาวเป็นเรื่องที่คนเคารพ พวกเขาแสดงออกว่าข้ามพ้นความกลัวและพร้อมเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม สัญญาณแบบนี้ผู้มีอำนาจต้องสำเหนียก ทางแก้ไขไม่ใช่ล้อมปราบแต่คือการรับฟัง ทำความเข้าใจ และยอมรับพื้นที่ของความคิดใหม่ แกนนำการต่อสู้ควรสรุปบทเรียน การวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริง และความปรารถนาดีต่อกัน จะส่งผลดีในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนแหลมคม ไม่มีขบวนการใดสมบูรณ์แบบ สู้ไปเรียนรู้ปรับแก้กันไปเป็นธรรมดาวิสัย ในสนามการต่อสู้ ไม่มีหลังพิงใดแกร่งกล้าปลอดภัยต่อประชาชนเท่ากับแผ่นหลังของเราที่ยืนพิงกัน วันที่ 10 ส.ค. มีขบวนคาร์ม็อบของคนหนุ่มสาว ขอส่งกำลังใจเป็นแรงหนุน สมาธิ สติปัญญา ความกล้าหาญ และรอบคอบรัดกุมจงอยู่กับพวกเขา สู้ไม่ได้ด้วย “กำลัง” แต่ต้องสู้ด้วย “พลัง” ภารกิจต่อไปของเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) เตรียมพบกับ CAR MOB+HYDE PARK “CAR PARK” พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ 15 ส.ค.นี้ ยกระดับการปราศรัย เคลื่อนขบวน หยุดขบวนและแสดงพลังเป็นหนึ่งเดียว เสียงไล่ประยุทธ์จะเลื่อนลั่นสะท้านแผ่นดิน สันติวิธี สีสันฉูดฉาด สาระบาดหัวใจ ประสานพลังไปกับนักสู้รุ่นใหม่ ให้มันจบที่รุ่นมัน #ไล่ประยุทธ์สวดรัฐปราบม็อบรุนแรงเกินเหตุนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดชุดใหญ่ยิงทั้งแก๊สน้ำตา กระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังบ้านนายกฯ เกินกว่าเหตุหรือไม่ แม้หลังแกนนำยุติการชุมนุม แต่ตำรวจยังคงปฏิบัติการกดดันอย่างหนัก หากดำเนินการผิดหลักสากล จะยิ่งเกิดเป็นความขัดแย้งในการชุมนุมครั้งต่อไป ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศที่พรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงว่า พรรครู้สึกผิดหวังที่เห็นการควบคุมการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ด้วยความรุนแรง กังวลอย่างยิ่งว่าความรุนแรงแบบนี้ จะขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ ในอดีตจะไม่ค่อยเห็นการฉีดน้ำด้วยความแรงสูง ที่ผ่านมาการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง เหมือนเป็นการควบคุมการชุมนุมปกติมาตรฐานในยุคสมัยนี้ไปเสียแล้ว อย่าให้บานปลายไปกว่านี้อย่าใช้เจ้าหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างความรุนแรงต่อประชาชนเลย จะทำให้วิกฤติยิ่งรุนแรงและขยายตัวมากยิ่งขึ้น “โจ้” ชงถล่ม “บิ๊กป้อม” ป๋าดันเรือดำน้ำที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในวันที่ 16 ส.ค.ว่า คนที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ๆ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ขอเปิดน้ำจิ้ม สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะ รมว.กลาโหม กองทัพบกขอเงินจากสภาฯจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ 921 ล้านบาท เมื่อสภาฯอนุมัติไปแล้วแทนที่จะนำไปซื้อรถใหม่ กลับเปลี่ยนแปลงงบฯ เป็นเอาไปซ่อมรถ M 35 ค่าซ่อมคันละ 2.5 ล้านบาท ผิดปกติขอสภาฯซื้อรถใหม่ แต่กลับเอาเงินไปซ่อมรถเก่าที่ใช้มากว่า 40 ปี และวันที่ 9 ส.ค. เตรียมเสนอชื่อให้อภิปราย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯด้วย ในฐานะผู้ให้กำเนิดเรือดำน้ำในประเทศไทย ตอนที่ยังเป็น รมว.กลาโหม มีข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงกลาโหมจำนวนมากพท.ยื่น ป.ป.ช.สอบ “บิ๊กตู่” ขัด รธน.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างร่างคำร้องเพื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ คำสั่งศาลแพ่งระบุชัดเจนว่าการออกข้อกำหนดนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนกฎหมาย เข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลจริยธรรม เมื่อร่างคำร้องเสร็จ จะให้ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันลงชื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.ต่อไป คาดว่าจะยื่นได้สัปดาห์หน้า และวันที่ 11 ส.ค. ฝ่ายค้านจะสรุปรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกก.อัดออกคำสั่งปิดปากมิชอบนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงว่า ศาลแพ่งออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มี 2 ประเด็นสำคัญคือ 1. การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเกินความจำเป็นต่อสถานการณ์ 2.ไม่มีอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ตัดอินเตอร์เน็ตได้ สัปดาห์หน้าพรรคก้าวไกลจะรวบรวมหลักฐานทำคำร้องต่อ ป.ป.ช.ตามมาตรา 234 อนุ 1 ตามรัฐธรรมนูญเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ ป.ป.ช.มีหน้าที่และอำนาจไต่สวน และมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญหรือตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ผิดจริยธรรมเกินเลยประโยชน์ชาติ“เห็นได้ชัดว่านายกฯออกข้อกำหนดที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังมีความผิดในเรื่องจริยธรรม เช่น ข้อที่ 7 ต้องถือผลประโยชน์ประเทศชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน การห้ามกระทั่งการเผยแพร่ข่าวจริงจึงเป็นการกระทำที่อาจเกินเลยกว่าผลประโยชน์ของชาติ หรือข้อที่ 12 จะต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม เป็นต้น หาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่ามีมูลต้องดำเนินการต่อตามมาตรา 235 หากเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงต้องส่งต่อเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่หากผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงต้องส่งต่อไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากรับเรื่องไว้พิจารณา พล.อ.ประยุทธ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที” นายรังสิมันต์กล่าว จับตา “ไพบูลย์” รวบรัดแก้ รธน.นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า ส่วนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มีจุดสังเกตว่ามีความพยายามเร่งรัดเพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธาน กมธ. ต้องการให้พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 51 ล้านคนควรมีสิทธิแสดงความคิดเห็นเรื่องระบบเลือกตั้ง แต่กลับรวบรัดตัดตอนไม่สนใจข้อบังคับของสภาฯ หรือรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในขั้นตอนปฏิบัติจะเป็นอย่างไร สุดท้ายเรากำลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบคนไม่กี่คนมาสุมหัวกัน โดยประชาชนไม่มีสิทธิออกเสียงอะไรเลย ต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกันกับร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภามีมติไม่รับหลักการภท.ปัด “เสี่ยหนู” เคลมผลงานไฟเซอร์น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า กรณีโซเชียลมีเดียนำภาพระบุว่ามาจากงานภารกิจนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ตรวจเยี่ยมการควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ รพ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ มาโพสต์ระบุข้อความว่า “รองนายกรัฐมนตรีเคลมว่าวัคซีนไฟเซอร์เป็นผลงานตนเอง” ว่า คลาดเคลื่อนจากความจริงและทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ข้อเท็จจริงนายอนุทินลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ใน จ.นครสวรรค์ พร้อมตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ลอตที่สหรัฐฯบริจาค การจัดเตรียมป้าย หรือข้อความต่างๆ จัดโดยเจ้าหน้าที่ในจังหวัด ตรวจสอบไม่พบข้อความส่งต่อทางโซเชียลมีเดีย สอบถามคณะผู้ลงพื้นที่ไม่มีใครเห็นข้อความใดที่ส่งต่อไป ยังสงสัยอยู่ส่วนใดของงานหมอแจงป้ายเจ้าปัญหานพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวถึงกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และมีป้ายมอบวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐอเมริกา ว่า ข้อเท็จจริงคือรัฐมนตรีเดินทางมาตรวจเยี่ยมแผนการควบคุมโรคระบาด และให้กำลังใจคนทำงาน วันที่ 7 ส.ค.เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางโรงพยาบาลจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ลอตบริจาคมาฉีดบูสต์ให้บุคลากรทางการแพทย์ จึงเห็นว่าน่าจะให้ท่านเป็นผู้แทนส่งมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ถือว่าเป็นขวัญกำลังใจ จึงทำเป็นพิธีเล็กๆ โดยทำป้ายขึ้นมา และนำไปขึ้นฉากหลัง แต่เมื่อทีมตรวจสอบสถานที่เห็นว่าไม่เหมาะสมและอาจเป็นประเด็นทางการเมืองได้ จึงให้เอาลงทันทีก่อนที่นายอนุทินจะมาถึงงานหลายชั่วโมง ป้ายดังกล่าวจึงไม่ได้ใช้ แต่กลับมีการนำภาพป้ายนี้ ที่ไม่เคยถูกใช้งานจริงไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ สร้างความเข้าใจผิด กระทบกับแพทย์พยาบาล ทีมสาธารณสุขในจังหวัดนครสวรรค์ มีการวิจารณ์ถึงสิ่งที่เราไม่ได้ทำ หาว่าเราเลียแข้ง เลียขาผู้ใหญ่ ขณะที่นายอนุทินก็โดนวิจารณ์อย่างหนักทั้งที่ไม่รู้เรื่อง ขอย้ำว่าคำวิจารณ์เหล่านี้ทำร้ายหัวใจคนทำงานอย่างมาก ขอให้ฝ่ายที่มีความประสงค์เล่นเกมการเมือง ให้ฉุกคิดถึงคนทำงาน ขออย่าเอาการเมืองมาทำร้ายเราเลย“เรืองไกร” ชงสอบ “พิธา” ยื่นทรัพย์สินนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 65 เปิดเผยว่า ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หลายประเด็นน่าสงสัย อาทิ แจ้งว่ามีคู่สมรสเป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ไม่แสดงรายได้ รายจ่ายหรือหุ้นของคู่สมรสต่อ ป.ป.ช. แจ้งรายการอาคารของคู่สมรสไว้ด้วยแต่ไม่แสดงมูลค่า นำอาคารของน้องชายมูลค่า 15,000,000 บาทมาแสดงในบัญชีทรัพย์สิน แจ้งที่ดินรายการหนึ่งว่าเป็นที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่น่าจะมีกรรมสิทธิ์ได้ อาจเข้าข่ายแจ้งโดยไม่ตรงความจริงหรือไม่ จะยื่น ป.ป.ช.ทางไปรษณีย์ อีเอ็มเอส วันที่ 9 ส.ค. ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไป