4 ป. ขุมพลังแห่งอำนาจ หลังได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ ถือเป็นอีกตำแหน่งการเมืองที่มีความสำคัญในยุคสมัยนี้ เพราะเป็น “แม่บ้าน” ให้พรรคแกนนำรัฐบาลและเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อขุมอำนาจในปัจจุบันคือ “3 ป.” ที่ยังไม่ยอมคืนความสุขให้ประชาชนอย่างที่ประกาศเอาไว้อนาคตของ “ธรรมนัส” จึงผูกติดกับศูนย์อำนาจโดยตรงแม้ชีวิตจะโชกโชนอยู่หลังกำแพง “เทา” มาอย่างยาวนานแต่ด้วยความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข “ทหารบก” อันเป็นเส้นทางชีวิตที่ไม่ต่างกัน นั่นทำให้มีความเป็น “พี่น้อง” กระชับเข้าไปอีก“บิ๊กตู่” ก็น่าจะรู้ดีว่าน้องคนนี้ขนาดไหนอย่างไร ชีวิตไปหักเหที่ออสเตรเลียอยู่หลายปี แต่ก็เป็นคนเรียนเก่ง มีความรู้ความสามารถจนคืนกลับสู่ประเทศไทยอีกครั้งด้วยเส้นทางที่โลดโผนในยุทธจักร “เสธ. ...” ที่มีอิทธิพลในแวดวงนักเลง ธุรกิจมืด อันไม่ไปจาก “เจ้าพ่อ” ในยุคสมัยหนึ่ง อาศัยหมวกนักการเมืองอีกกำบังหนึ่งคือ พรรคเพื่อไทย...แต่ก็ไม่ได้ออกนอกหน้าและเป็นเรื่องยากที่จะทะยานบินสูงไปสู่ตำแหน่งสูงๆของพรรคได้ พูดง่ายๆว่าได้แค่ “คุ้มกะลาหัว”...เท่านั้นจนกระทั่งสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน “3 ป.” ได้เข้ามาคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จด้วยการยึดอำนาจ ต่อท่ออำนาจเข้าสู่วงจรเลือกตั้งเป็นรัฐบาลยาว“พลังประชารัฐ” เป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค จึงเป็นช่องทางใหม่ที่ทำให้ “ธรรมนัส” กระโดดใส่อย่างเต็มตัว พร้อมโชว์ผลงานด้วยการเอาชนะเลือกตั้งซ่อมได้ติดต่อกันหลายจังหวัด กินรวบไปเกือบทุกภาคแม้กระทั่งภาคใต้ก็แสดงฝีมือให้ประจักษ์มาแล้ว “คน” ที่คุมเลือกตั้งให้พรรคการเมืองระดับนี้จึงต้องไม่ธรรมดา ยิ่งคู่ต่อสู้ที่จะต้องเจอคือพรรคเพื่อไทย ที่รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้วยิ่งสถานการณ์ของเพื่อไทยก็ไม่ค่อยจะดีนัก เมื่อมีการ “แตกแยก” จนออกมาตั้งพรรคใหม่ก็ยิ่งบั่นทอนพลังให้ถอยลงไปแม้ว่าในทางสังคม “ธรรมนัส” ยังเป็นจำเลยอันเกี่ยวเนื่องมาจากเรื่อง “แป้ง” ที่ออสเตรเลียที่จะเป็น “รอยด่าง” ติดตัวตลอดไป แต่ถ้าไม่ไปติดแง่ง่ามทางกฎหมายก็เอาตัวรอดไปได้การเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะชี้อนาคตทางการเมืองของ “3 ป.” พ่วงด้วยอีก “1 ป.” จึงเป็นด่านสำคัญที่จะต้องฝ่าข้ามไปให้ได้ใช้ทฤษฎี “เติ้ง เสี่ยวผิง” อดีตผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ของจีน “แมวสีอะไร...ก็ได้” “ขอให้จับหนูได้เป็นพอ”...“สายล่อฟ้า”