วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน เป็นวันครบ 89 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข 89 ปี วันนี้ประชาธิปไตยไทยก้าวหน้าไปถึงไหน พิสูจน์ให้เห็นกันจะจะ ตำรวจนครบาลสั่งห้ามชุมนุม เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกวันประชาธิปไตย อ้างว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินรัฐธรรมนูญ 2560 (ฉบับรัฐประหาร คสช.) เขียนไว้ชัดเจน “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ” แต่เจ้าหน้าที่รัฐอ้าง พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่แยแสสนใจรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น “กฎหมายสูงสุดของประเทศ” ดูแค่นี้ก็รู้ว่าประชาธิปไตยไทยก้าวหน้าแค่ไหน ในขณะที่ก้าวสู่ปีที่ 90การสถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร 2475 เริ่มด้วย “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพราะในขณะนั้นเป็นเรื่องใหม่ จึงต้องมีทั้ง ส.ส.เลือกตั้ง และ ส.ส.แต่งตั้ง เพื่อประคับประคองในระยะเริ่มต้น คณะราษฎรส่วนใหญ่เป็นระดับผู้นำทางความคิดของสังคม มีทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนเป็น “นักเรียนนอก”แต่รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประชาธิปไตยไทย จากรัฐบาลคณะราษฎร ที่ปกครองประเทศร่วมกัน โดยฝ่ายทหารและพลเรือน มาเป็นฝ่ายทหารคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ และก้าวสู่เผด็จการเต็มใบ หลังรัฐประหาร 2501หลังรัฐประหาร 2501 ประชาธิปไตยไทยตกอยู่ใน “ยุคมืด” ปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน และหนังสือพิมพ์ (ยุคนั้นวิทยุและทีวีเป็นกระบอกเสียงรัฐ) บางช่วงเวลา รัฐบาลเผด็จการปกครองด้วยกฎ อัยการศึก ไม่ใช่แค่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การลุกฮือของนักศึกษาประชาชน 14 ตุลาคม 2516 นำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยแต่เป็นประชาธิปไตยแค่ระยะสั้นๆ ก็ถูกรัฐประหารบดขยี้อีก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลับคืนสู่ยุคที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่คณะปฏิวัติรัฐประหารทั้งหลายจะยอมปิดช่องให้ประชาชนหายใจ ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยชั่วครั้งคราว ก่อนวนเวียนสู่รัฐประหารซํ้าซากรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็สืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหาร เป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ที่ยึดอำนาจสำเร็จ และยังแสดงท่าทีที่จะสืบทอดอำนาจต่อไป โดยใช้รัฐธรรมนูญและ ส.ว.แต่งตั้งเป็นกลไก แต่ยังน่าดีใจ ที่ผลการสำรวจความเห็นคนไทย เมื่อเร็วๆนี้มีคนกว่า 55% ยังศรัทธาและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย.