รัฐบาลปัจจุบันซึ่งสืบทอดมาจาก คสช. เป็นรัฐบาลสุดยอดประชานิยม ยึดนโยบายลดแลกแจกแถมเป็นหลัก และอาจจะเป็นรัฐบาลที่แจกเงินประชาชนมากที่สุด ทั้งเงินสวัสดิการประชารัฐ เงินสงเคราะห์คนกลุ่มต่างๆ เงินเยียวยาประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ก็ยังแจกอยู่แม้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งอดีตรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหน้าทีม จะลาออกไปพร้อมกับคณะสี่กุมาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องจัดหาทีมเศรษฐกิจใหม่ แต่เชื่อว่าทีมใหม่จะยังดำรงไว้ซึ่งนโยบาย แจกเงิน เพราะเชื่อว่าเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เพราะใครๆก็ชอบเงินแต่ปัญหาก็คือรัฐบาลจะมีเงินแจกเพื่อสนองความต้องการของประชาชนได้ตลอดไปหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลแจกไปแล้วมหาศาล เพื่อเยียวยาประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างน้อย 25 ล้านคน รัฐบาลจ่ายเงินไปแล้วไม่ตํ่ากว่า 550,000 ล้านบาท จากงบประมาณเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่แจกคนละ 5 พันบาทต่อเดือนผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้เงินเยียวยา 3 เดือน ส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนและสิ้นสุดลงตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายน แต่บางส่วนได้รับเงินแจกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจึงสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม คืออีกไม่กี่วันข้างหน้า จากนั้นก็จะไม่มีเงินแจกอีกต่อไป คนส่วนหนึ่งอาจหางานทำเลี้ยงปากท้องได้ แต่คนที่ตกงานจะอยู่กันอย่างไรรัฐบาลไทยได้รับยกย่อง ทั้งจากภายในและต่างประเทศ ว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ดี จนปลดล็อกให้เปิดห้างสรรพสินค้า เปิดผับเปิดบาร์ และอาบอบนวดได้โดยเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟู่ฟ่าโดยเร็วหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าอาจทำให้คนบางส่วนกลับมีงานทำ แต่ไม่ฟู่ฟ่าเนื่องจากเศรษฐกิจไทยซึ่งรายได้ จากการส่งออกและการท่องเที่ยว ถึงประมาณ 65% ของจีดีพี เชื่อว่าจะต้องใช้เวลา 2 ถึง 4 ปี จึงจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กลับมาเป็น 40 ล้านคนอีก ส่วนการส่งออกซึ่งติดลบถึง 22.5% เมื่อเดือนพฤษภาคม อาจใช้เวลาถึง 3 ปี จึงจะกลับมาเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนว่า เศรษฐกิจไทยอาจ “ซึมยาว” 2 ปี รัฐบาลกำลังเร่งฟื้นฟูอยู่ นอกจากจะใช้งบประมาณปี 2564 แล้ว ยังมีงบเงินกู้อีก 4 แสนล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ารัฐบาลจะไม่มีเงินแจกแบบสะบั้นหั่นแหลกเหมือนในอดีต เพราะไม่มีงบเพียงพอและถ้ากู้เงินถึงจุดหนึ่งจะกู้ต่อไม่ได้ กลายเป็นวิกฤติการคลัง.