เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “โควิด-19” ยังระบาดใหญ่โตขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในเกือบ 60 ประเทศของทุกทวีปทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น เข้าสู่ภาวะวิกฤติหลายประเทศ ทำให้องค์การอนามัยโลก ยกระดับสูงสุดของความเสี่ยงร้ายแรงมากส่วนสถานการณ์ในไทย...ยังเป็นเรื่อง “น่ากังวล” เพราะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ล่าสุดผู้ติดเชื้อชายอายุ 35 ปี เสียชีวิตรายแรก ทำให้ประชาชนหวาดระแวงในการระบาด ต่างหาซื้อหน้ากากอนามัย จนเกิดการกักตุนขาดตลาด หาซื้อกันได้ยาก ในผู้ค้าบางรายก็ฉวยโอกาสขายเกินชิ้นละ 20 บาท หรือกล่องละ 700-800 บาท ด้วยซ้ำ...หากใครพบผู้ค้าขายเกินราคาให้ถ่ายรูป หรือเก็บใบเสร็จไว้ แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อจับกุมไม่ให้เอาเปรียบประชาชน มีโทษกักตุน หรือขายเกินราคาจำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มในหลายประเทศนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ผอ.ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน ให้ข้อมูลว่า...ตอนนี้เป็นที่ประจักษ์แล้ว “ไวรัสโควิด-19” ติดต่อง่ายระบาดได้รวดเร็ว ตามแหล่งชุมชนหนาแน่น ที่เกิดขึ้นเกือบทุกประเทศทั่วโลก เพราะในบางประเทศ ไม่มีการเตรียมความพร้อมป้องกันตั้งแต่ต้น จนมีการระบาดจากการสัมผัสใกล้ชิด ละอองฝอยของเชื้อไวรัสออกมาจากการพูด ไอ จาม ไปสู่บุคคลอื่นยกตัวอย่าง...“ประเทศอิหร่าน” ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง แม้มีอุณหภูมิความร้อนสูง ก็มีรายงานการเสียชีวิตอย่างน้อย 210 ราย สาเหตุจากไม่เคยรู้จักไวรัสโควิด-19 คิดว่า “เป็นไวรัสที่ไม่น่ากลัว” ทำให้ไม่มีมาตรการเฝ้าระวังการป้องกัน เมื่อมีผู้ป่วยรายแรกๆก็มองว่า...อาการเล็กน้อยนี้แพร่ระบาดไม่ได้ความจริงแล้ว...“ผู้ป่วย” ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ มีอาการเบาเล็กน้อย ไม่แสดงออกมาด้วยซ้ำไป แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ และอีก 10-20 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นผู้ป่วยอาการหนัก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ในจำนวนนี้มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงการระบาดไวรัสโควิด-19 คงไม่เกี่ยวกับภูมิประเทศ...เป็นเมืองร้อน หรือเมืองหนาวอีกต่อไป ตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์...เชื้อไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวที่อุณหภูมิ 4 องศาฯ อย่างน้อย 28 วันและยังสามารถมีชีวิตได้ที่อุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น 30 องศาฯขึ้นไป ได้ตั้งแต่ 9 วัน และลดวันเวลาตามอุณหภูมิสูงตามลำดับ นั่นหมายความว่า...ในช่วงฤดูร้อนนี้คาดการณ์กันว่า...เชื้อไวรัสโควิด-19 จะหยุดระบาดก็คงเป็นเพียงความหวังเท่านั้นซ้ำร้าย...ยังมีชีวิตอยู่ได้บนพื้นผิวโลหะ แก้ว หรือพลาสติก นานถึง 9 วัน ด้วย เมื่อมือคนไปสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ก็จะสามารถมีตัวไวรัสติดขึ้นมาที่มือได้ทันที เหตุผลนี้...“ประเทศจีน” ต้องมีการเผาธนบัตรทั้งหมด และดำเนินการผลิตใหม่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสเชื้ออยู่ในวัตถุ... ส่วนการแพร่ระบาดติดเชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ได้ใน “แหล่งน้ำ”...เรื่องนี้ที่ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีระบุชัดเจน ให้สามารถถูกได้เต็มปาก เพราะหลักสำคัญการะบาดไวรัสมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่ง...“ติดต่อกันทางละอองฝอย” ออกจากร่างกายของผู้ติดเชื้อจากการพูด ไอ จามลักษณะที่สอง...“การสัมผัสอยู่ที่พื้นผิว” จากละอองฝอยเชื้อไวรัสเกาะพื้นผิว และเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุตา จมูก ปาก และมีการศึกษารูปแบบไวรัสซาร์ส ไวรัสเมอร์ส และไวรัสโคโรนาตัวอื่น ในความชื้นร้อยละ 50 มีชีวิตอยู่ได้ดีกว่าความชื้นร้อยละ 30 ฆ่าได้ด้วยแอลกอฮอล์ 62–71% ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5% ใน 1 นาที...อีกทั้งยังมีผลการศึกษา “นักเรียน” มีแนวโน้มสัมผัสหน้าตนเองด้วยมือตนเองเฉลี่ย 23 ครั้งต่อชั่วโมง โดยสัมผัสที่ผิวหน้าร้อยละ 56 ตามด้วยเอามือไปสัมผัสที่ปากร้อยละ 36 ที่จมูกร้อยละ 31 และที่ตาร้อยละ 31ซึ่งเป็นเหตุผล...ต้องทำความสะอาดพื้นผิว ต้องล้างมือกันบ่อย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก และปาก ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับเชื้ออาการจะรุนแรงมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับไวรัสที่เข้าสู่ร่างกาย และอยู่ที่ว่าร่างกายคนนั้นแข็งแรงเพียงใดด้วย... จริงๆแล้ว...เชื้อไวรัสโควิด-19 ต้นกำเนิดมาจากสัตว์ คือ “ค้างคาว” ลงมาสู่สัตว์บกตัวกลางแพร่เชื้อนี้มาสู่ “ตัวริ้น” ตามข้อมูลการระบาดจากสัตว์สู่คน เริ่มเดือน พ.ย.2562 ต่อมาในเดือน ธ.ค.2562 มีผู้ป่วยรายแรก และแพร่ระบาด “คนสู่คน” ตามลำดับ ทำให้เห็นว่า...วิวัฒนาการการระบาดของเชื้อไวรัสนี้มีความเร็วมากกรณี...“สุนัขในฮ่องกง” ติดไวรัสนั้น ยังไม่มีรายงานแน่ชัด ต้อง “พิสูจน์ตัวสุนัข” เพราะไวรัสติดอยู่ที่ปาก จมูก ไม่ได้หมายความว่า...“สุนัขติดเชื้อ” แต่การติดเชื้อแท้จริง คือ “ไวรัส” กระจายเข้าสู่ร่างกายทำให้สัตว์ป่วย...ซึ่ง “แมวหรือสุนัข” ก็มีไวรัสโคโรนาของสัตว์กลุ่มนี้เฉพาะอยู่แล้ว แต่ไวรัสจะแตกต่างกัน และไม่สามารถระบาดมาสู่คนได้ ส่วนโควิด-19 เป็นไวรัสชนิดใหม่ ที่มาจากสัตว์สู่คน การนำโควิด-19 ของคน นำไปแพร่ระบาดสู่ “สุนัขหรือแมว” คงต้องศึกษากันต่อว่า...ร่างกายสัตว์นี้ยินยอมให้ “ไวรัส” อาศัยเป็นตัวกลางแพร่เชื้อหรือไม่ย้อนกลับมา...ในเรื่องการรักษาผู้ป่วย ที่มีข้อมูลแนวทางรักษาชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยใช้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” (Favipiravir) หรือ “ยาต้านไวรัส” เข้ามารักษาผู้ป่วย ที่เคยเสนอตั้งแต่ 24 ม.ค.2563 ก่อนประเทศจีนประกาศยาตัวนี้รักษาได้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ได้งบซื้อจากต่างประเทศเพียง 100 ชุด เท่านั้น ซึ่งยานี้...ใช้รักษาไวรัสตระกูลโคโรนา หรือไวรัสชนิดใกล้เคียงกัน มีการศึกษาไวรัสซาร์ส ไวรัสเมอร์ส ไวรัสอีโบลา หรือผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง สามารถรักษาประสบความสำเร็จแล้ว และศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ เคยนำมาศึกษาโรคพิษสุนัขบ้า ทดลองกับหนูติดเชื้อ พบว่ารักษาหนูหาย 10 เปอร์เซ็นต์ก่อนหน้านี้ประเทศจีน...ได้ใช้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” มารักษาโควิด-19 แล้ว ระยะแรกใช้กับผู้ป่วย 22 ราย จนมีอาการดีทั้งหมด จากนั้น “ประเทศไทย”... ก็นำมาใช้รักษาผู้ป่วย 3 รายแรก ในคนไข้รายที่ใช้ทันท่วงทีก่อนอาการเลวร้ายถึงขั้นใช้เครื่องช่วยหายใจ พบว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 หายไปอย่างรวดเร็ว สามารถกลับบ้านได้แล้วแม้ว่า...“คนไข้หายดี” ก็ยังคงมี “แผลเป็น” อยู่ที่ “ปอด” แสดงให้เห็นว่า... เมื่อคนไข้มีอาการรักษาจนหายขาด ก็ยังมีแผลเป็นที่ปอดอยู่เช่นเดิม ส่วนอีก 2 ราย ปอดถูกทำลายมากไปยาอาจช่วยไม่ได้ดังนั้น การให้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” ต้องใช้ระยะก่อนหน้าขั้นวิกฤติ คือ “ระดับเริ่มใช้เครื่องช่วยหายใจ” หากต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างอื่นมากไปแล้ว ก็ช่วยเหลือรักษาไม่ได้ ถือว่าอาการไปไกลเกินกว่ารักษาได้ ฉะนั้นต้องใช้ยา...ตั้งแต่อาการป่วยเริ่มย่ำแย่ลง หรือยังไม่ถึงขั้นใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งจะได้ผลรักษาค่อนข้างเร็วทว่า...ก็ไม่ใช่ว่า...ติดเชื้อแล้วต้องใช้ยานี้รักษาทันที เพราะบางคนร่างกายแข็งแรง เมื่อติดเชื้อไวรัสก็อาจหายเองได้ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาก็ได้ หากติดเชื้อค่อนข้างมาก ก็ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย...สิ่งสำคัญ...การระบาดโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรง เพราะติดต่อง่ายค่อนข้างเร็ว ในประเทศไทยมีตัวเลขทราบกันโดยทั่วไป 43 ราย จากการตรวจของผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ยังมีคนไข้อาการน้อย ไม่ได้เข้ารับการตรวจอีกมากมาย ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้กระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วไป สามารถแพร่เชื้อไวรัสได้เช่นกัน...ตอนนี้การระบาดคล้าย “ยอดภูเขา” อีกไม่นานผู้ป่วยโผล่ขึ้นมาเป็นตัวเลขจริง...สังเกตประเทศเพื่อนบ้าน รายงานสถานการณ์ทุกวัน โดยเฉพาะประเทศจีน มีลักษณะการใช้ชีวิตและภูมิประเทศใกล้เคียงในไทยหากตั้งคำถามว่า...การระบาดเกิดขึ้นอย่างไร คงต้องดูประเทศระบาดแล้ว เพื่อเรียนรู้ในการป้องกัน ถ้าบอกว่า...“ไวรัสโควิด-19 ไม่อันตราย” จะเป็นการหลอกลวง โกหกมากเกินไป...เพราะความจริงการติดเชื้อเกิดขึ้นทั้งคนแข็งแรง หนุ่มสาว ไม่ใช่เฉพาะคนสูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว มีความเสี่ยงรับเชื้อเกิดอาการรุนแรงได้หมดแล้วแม้มี “ยา” ทำให้ตรวจไม่เจอเชื้อในเวลาอันรวดเร็วได้ แต่การรักษานี้ต้องขึ้นอยู่กับเนื้อปอดถูกทำลายไปสาหัสระดับใด หากเหลือเนื้อปอดอยู่ไม่มาก การรักษาอาจไม่ได้ผลก็ได้...ย้ำเตือนว่า...“โรคโควิด-19” แสดงอาการน้อย ก็อย่าวางใจคิดว่า...“ไม่เป็นไร” จนปล่อยให้เกิดแพร่เชื้อง่ายรวดเร็ว เพราะแม้คนมีอายุน้อย ไม่มีโรคประจำตัว ก็มีโอกาสป่วยหนักวิกฤติเช่นกันแล้ว...