ผ่ายุทธการ“หลังม่าน”สมประโยชน์ต่างตอบแทนควันหลงเทศกาลมหาสงกรานต์ในจังหวะไล่เลี่ยกับ “วันไหล” บางแสน พัทยา จังหวัดชลบุรีมันก็มีปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ทางการเมือง ตามการอนุมัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ผ่านมติคณะรัฐมนตรีนัดแรกหลังวันหยุดยาวแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.วัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และในคราวเดียวกันยังแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬามาเป็นแพ็กเกจ 2 พี่น้อง “พลังชล”เบื้องต้น ตามเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงเป็นเชิงว่า สถานการณ์ใกล้ปลดล็อกการเมืองไปสู่การเลือกตั้ง จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษาทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินบ้างเพราะตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตามข่าวเป็นผู้ประสาน ระบุว่า นายสนธยาได้อาสามาเพื่อจะสื่อสารกับประชาชน และทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะพื้นที่ของนายสนธยาเป็นอีอีซีอยู่แล้วดูแนวก็สมเหตุสมผล ว่ากันตามเนื้องานแต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์มันหนีไม่พ้นถูกมองมุมแฝงเหลี่ยมทางการเมืองอยู่ดีโดยเฉพาะในสายตาของนักการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างประสานเสียงโจมตียุทธการ “ดูด” ของพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อปั่นกระแสประจาน “ตกเขียว” ด่า “ตกปลาในบ่อเพื่อน”ทั้งเตือน ทั้งโห่ฮา ทั้งขู่ จะซ้ำรอยเผด็จการทหารที่ต่อท่ออำนาจการเมืองแต่เรื่องของเรื่อง นักการเมืองเจ้าถิ่น ขาใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยด่าไปก็ต้องรีบตาลีตาเหลือก “อุดเลือดไหล” ไปอาการแบบที่ “นายใหญ่” ดูไบ ต้องส่งน้องเขยอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นำทีมแกนนำพรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน ไปออกรอบตีกอล์ฟรายการเดิมพันสำคัญชิงตระกูล “สะสมทรัพย์” รั้งบ้านใหญ่จังหวัดนครปฐมให้อยู่กับพรรคต่อไปไล่ตามรอยจากที่ “นายกฯลุงตู่” ไปออกรอบ พร้อมปรากฏรูปถ่ายกับพี่น้อง “สะสมทรัพย์” ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ที่ “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ยังไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทยส่อนัยจะชิ่งวิบากกรรมกับ “นายใหญ่” ย้ายเข้าสังกัดใหม่อารมณ์เดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องยืนขาสั่น ปากตะโกนเสียงแข็ง มั่นใจจะไม่มีสมาชิกย้ายออกจากพรรคไป ไล่หลังปรากฏการณ์ที่นายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. แกนนำ กปปส.ลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ต่อเนื่องจากการเข้าพบนายสมคิดที่ทำเนียบรัฐบาลสถานการณ์ยังโยงกับคิวของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผอ.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกปปส. ที่ส่อแหกค่าย ตามจังหวะเชิดใส่เสียงไล่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประกาศชัดใครหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไสหัวออกจากพรรคไปล้อกับข่าววงในประชาธิปัตย์อาจมีอดีต ส.ส.กทม.หายอีกหลายคนเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ต่างคนต่างผวาแรงดึงดูด “ลุงตู่” ที่ไม่ธรรมดานั่นก็เพราะไม่ใช่แค่อิทธิพล อำนาจปืน อำนาจเงิน เหลี่ยมกฎหมาย ตามฟอร์มของผู้นำทหารเท่านั้นแต่มันยังพิเศษตรงที่กระแสประชาชนไม่น้อย หนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เพราะเชื่อมั่นการทำให้บ้านเมืองสงบ จากผลงานที่สามารถคุมความมั่นคงจนปลอดม็อบป่วนเมือง การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อเนื่องคนไม่อยากเสี่ยงให้นักการเมืองกลับมาลากไปลงเหววิกฤติประกอบกับแรงส่งจากนายสมคิดก็พาเศรษฐกิจภาพรวมติดลมบน การันตีด้วยคนระดับโลกอย่าง “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา และคณะผู้บริหาร บินตรงมาพบ “นายกฯลุงตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) โครงการลงทุนด้านสมาร์ทดิจิทัล ฮับ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นภาพที่ตอกย้ำเชื่อมั่นสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยตลอดช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา มีการแต่งตัวให้พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในมุมเนื้องาน ความนิยม ความชอบธรรม และความเหมาะสมเห็นได้ชัดเลยว่า กระบวนการหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อรอบนี้ เตรียมทำการบ้านมาอย่างดี ศึกษาวางแผนจากโจทย์ความล้มเหลวในอดีตไม่ใช่สูตรสำเร็จของพรรคทหารที่ใช้อำนาจใช้เงิน เพื่อไปเจ๊งตอนจบถึงจุดที่ครบเครื่องแล้ว ถึงเปิดไพ่ตีตั๋วต่อและแน่นอน ด้วยระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆ การก่อกำเนิดพรรคใหม่ได้ ต่อให้โลกสวย หลักการหรูยังไง มันก็ต้องมีนักการเมืองเก่าเป็นส่วนผสมเพื่อประกันความชัวร์ ไม่จั่วลมวืดเป้าโดยเฉพาะตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ ถึงแม้จะมีการยกระดับความชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็น “นายกฯคนใน” จากบัญชีนายกฯพรรคแต่นั่นก็ต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง พรรคถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อผู้ชิงนายกฯได้นี่คือสิ่งที่เป็นคำตอบได้ในเบื้องต้น เหตุผลที่พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ จำเป็นต้อง “ดูด” นักการเมืองเข้าสังกัด ไม่เว้นแม้แต่การ “ตกปลา” ในบ่อเพื่อน ดึงตัวกลุ่มการเมืองจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทั้งๆที่พร้อมยกมือโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้วต้องเอาให้ชัวร์ที่สุด ไม่เสี่ยงยืมจมูกคนอื่นหายใจไว้ใจเขี้ยวนักการเมืองไม่ได้และตามรูปการณ์ มันก็ย้อนรอยทฤษฎี “ขนมชั้น” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในการก่อกำเนิดอาณาจักรไทยรักไทยที่เริ่มต้นจากเทคโนแครต นักวิชาการ รวมตัวกันคิดนโยบายขายตรงกับชาวบ้านรากหญ้า ถัดมาก็ดึงนักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมทีม ก่อนจะโปะด้วยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นชั้นสุดท้ายกลายเป็นพรรคการเมืองที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับการเลือกตั้งถล่มทลายพรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ก็เริ่มก่อกำเนิดจากชื่อของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ทีมมือบริหารของ “สมคิด” เป็นชั้นแรก แล้วก็เริ่มห่อหุ้มด้วยนักการเมืองประเภทชัวร์ๆใส่แต้มล่วงหน้าได้อย่างทีมพลังชลและบ้านใหญ่นครปฐมและว่ากันตามสูตรการเสริม “ขนมชั้น” ต้องมีตามมาอีกแน่ไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหมาย ถ้าจะมีการต่อสายให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่เคยมีที่นั่งในสภาฯ ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ฯลฯ ส่งตัวแทนเข้ารับตำแหน่ง ร่วมเป็นทีมงานบริหารกับรัฐบาล “ลุงตู่” ลักษณะเดียวกับค่ายพลังชลได้ทั้งเนื้องาน พร้อม “มัดจำ” ทางการเมืองที่สำคัญเป็นจังหวะแชร์อำนาจให้นักเลือกตั้ง ทหารเลิกผูกขาดแต่ผู้เดียวตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้มันก็หนีไม่พ้นภาพการเมืองเป็นเรื่องของการสมประโยชน์ไม่ว่ายุคทหารหรือยุคนักเลือกตั้งครองเมืองอยู่ที่ว่าจะสมประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือทำให้ประชาชนสมประโยชน์ด้วยจากอดีตในยุคประชาธิปไตยเต็มใบ ทฤษฎี “ขนมชั้น” ทำให้ “ทักษิณ” เป็นเสือติดปีก เหลิงอำนาจ แปลงร่างเป็นเผด็จรัฐสภา สุดท้ายเข้าป่าเข้าพงทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวดให้ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤติยาวนับสิบปีถึงวันนี้ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ภายใต้การนำของ “ลุงตู่” ก็กำลังย้อนตำนานทฤษฎีขนมชั้นเดินหน้าสร้างรัฐบาล “ไทยนิยม” ตีตั๋วต่ออำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านประสบการณ์มีตัวอย่างแล้ว ต้องลุ้นตอนจบจะลงเอยอย่างไร.“ทีมการเมือง”