วันก่อนผมนำบทความของ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ เรื่อง “3 แนวคิดลงทุนกับลูกในยุคการแข่งขันสูง” มาลงให้อ่าน ตอนหนึ่งระบุว่า มีงานวิจัยมากมายที่เห็นตรงกันว่า ช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตเด็ก คือช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึง 5 ปีแรก เหตุผลก็คือ ในช่วงแรกนี้จะเกิดการเชื่อมต่อของนิวตรอนในสมองเด็กเกิน 1 ล้าน ครั้งต่อวินาที เป็นการปูพื้นฐานสมองเด็ก ให้มีความเข้มแข็งในทุกกิจกรรมของชีวิต เพราะ เซลล์ในสมอง หากไม่ถูกใช้งาน มันจะเสื่อมตายไปเรื่อยๆวันนี้ผมขออนุญาตนำเรื่องสมองมาขยายความต่อครับผมเพิ่งได้รับหนังสือ “ยิ่งเรียนสูง เรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว”เขียนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์สมองชื่อ Kato Toshinori ที่ สำนักพิมพ์นานมี ส่งมาให้ คุณหมอคาโต ได้พูดถึงการพัฒนาสมองว่า สมองจะมีการเจริญเติบโตไม่มีวันหยุด การกระตุ้นสมองจึงเป็นสิ่งจำเป็น ในสมองเรามีเส้นใยประสาทจำนวนมากที่เกาะเกี่ยวกันเป็นโครงตาข่าย เส้นทางใดถูกใช้บ่อย ก็จะมีขนาดใหญ่ และส่งสัญญาณผ่านได้ง่าย ทำให้สมองสะสมข้อมูลและประสบการณ์ได้ง่ายขึ้นตรงกันข้าม ถ้าเราทำแต่กิจกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกวัน แรงกระตุ้นที่ส่งไปยังสมอง ก็จะค่อยๆ ลดลงเช่นเดียวกัน เช่น การทำงานแบบเดิมๆ เป็นประจำทุกวัน ทำให้สมองไม่ได้ใช้งานในแบบใหม่ๆ แม้จะมีความมุ่งมั่นเพียงใด สมองก็ทำงานช้าลงคุณหมอบอกว่า การดำเนินชีวิตโดยที่สมองไม่ถูกกระตุ้น ก็เหมือนกับการ ให้สมองฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่ง นั่นเอง ดังนั้น การกระตุ้นสมองด้วยกิจกรรมต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งคุณหมอคาโต แนะนำถึงการเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ว่าถ้าเป็นนักเรียนที่ต้องเข้าชมรม 3 ชั่วโมงหลังเลิกเรียน ถ้าเปลี่ยนเวลาในช่วงนั้น 1 ชั่วไปออกกำลังกาย สมองก็จะได้รับการกระตุ้น หรือเปลี่ยนเวลาท่องหนังสือจากกลางคืนมาเป็นกลางวัน ก็จะได้ผลเหมือนกันถ้าเป็นนักธุรกิจมีงานยุ่ง เวลาเป็นเงินเป็นทอง หาเวลาดูรายการ เศรษฐกิจทางโทรทัศน์ เพื่อเกาะกระแสให้ทันธุรกิจไม่ได้ คงไม่ใช่แค่ลดการสังสรรค์ หรือตัดเวลางานอดิเรกลง แต่ถ้าอัดรายการแล้วเอาไปดูในโทรศัพท์มือถือตอนนั่งรถไปทำงาน ก็ช่วยกระตุ้นสมองได้เช่นเดียวกันคุณหมอคาโต บอกว่า เรื่องที่น่าตกใจก็คือ คนที่เรียนสูง เรียนเก่ง มักจะยึดติดกับความเก่งของตนเอง และไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำให้สมองไม่มีความยืดหยุ่น ไม่มีการพัฒนา คนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากๆ พอใจตัวเองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พวกเขาตั้งใจจะทำวันนี้ให้เหมือนเมื่อวานนี้ ทำพรุ่งนี้ให้เหมือนวันนี้ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่ศักยภาพสมองและความกระตือรือร้นในสมองจะเสื่อมลงผู้เชี่ยวชาญสมอง บอกว่า วิธีรักษาโรคสมองเสื่อมที่ทันสมัยและได้ผลดีที่สุด ก็คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต ถ้าเรามีการสร้างรากฐานสมองให้แข็งแรง สมองก็จะเจริญเติบโตกระฉับกระเฉงไปได้ถึงอายุ 100 ปีเลยทีเดียวปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะ ทำให้คนเราไม่แก่ ก็คือ “ความไม่รู้” คนที่ฉลาดจริงคือคนที่คิดว่า ตัวเองยังไม่รอบรู้ อย่างที่ โสคราตีส นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า “ความฉลาดที่แท้จริงก็คือรู้ว่าไม่รู้” Wisdom to realize one’s own ignorance หมายถึง เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองไม่รู้ จะทำให้ฉลาดมากกว่าคนอื่นนั่นเองดังนั้น คนที่ชอบบอกว่า รู้แล้ว ไม่อยากฟังแล้ว จะทำให้สมองส่วนที่กระหายการเรียนรู้หายไป หากสมองส่วนการจดจำรู้สึกไม่สนุก การใช้ชีวิตก็กลายเป็นเรื่องไม่สนุกไปด้วยที่น่าสนใจก็คือ คุณหมอคาโต บอกว่า โทรศัพท์มือถือหรืออีเมล ทำให้โอกาสในการฝึกฝนศักยภาพสมองด้านการสื่อสารลดลง ใครอยากรู้เรื่องสมองมากกว่านี้ อยากฝึกสมองตั้งแต่เด็กไปจนถึงแก่ ก็ลองหาหนังสือเล่มนี้ไปอ่านได้ครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”