“ไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯเลือกเป็นพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”นักการทูตระดับลายคราม “กลิน ที.เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดฉากให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯต่อภูมิภาคนี้ หลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯโดยขอหลีกเลี่ยงพูดถึงเรื่องภายในของประเทศไทย จะขอพูดถึงเฉพาะหลักการพื้นฐานความสำคัญ เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นพร้อมอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯที่มีมายาวนานจะครบ 200 ปีในปี 2561โดยเราจะจัดนิทรรศการระดับโลก นำแสดงวัตถุโบราณ ของที่ระลึกตั้งแต่ต้นสมัยราชวงศ์จักรีที่เคยมอบให้สหรัฐฯ ใช้บ่งบอกถึงความเป็นมิตรสหาย เล่าเรื่องราวทั้งสองชาติ สองสังคมมารู้จักกันได้อย่างไรเป็นมิตรกันมา 200 ปีได้อย่างไรความสัมพันธ์ที่ย่างก้าวเข้าสู่ปี 201 หวังว่าผู้คนรุ่นหลังจะเข้าใจมากขึ้น จะมีโอกาสได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯมันพิเศษเช่นไร ไม่มีประเทศใดในโลกที่มาช่วยไทยมากเท่านี้ อเมริกาไม่เคยข่มขู่ประเทศไทยมีแต่ช่วยเหลือสนับสนุนที่สำคัญสหรัฐฯอยากเป็นประเทศที่เหมือนเพื่อนที่จะช่วยกันพิทักษ์เสรีภาพ มีอนาคตอันสดใสและบริบทการทำงานร่วมกัน มีความร่วมมือกันหลายสาขา เพื่อประสานให้ความสัมพันธ์กระชับความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นสหรัฐฯพยายามเสริมสร้างพันธไมตรีกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในภูมิภาคนี้ก็มีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน อาเซียนก็เช่นกันที่กำลังจะครบรอบก่อตั้ง 50 ปีและครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ตัดสินใจที่จะเดินทางมาเอเชียเพื่อร่วมประชุมระดับผู้นำสุดยอดอาเซียนในเดือน พ.ย.นี้สหรัฐฯยังพยายามที่จะรับมือกับความ ท้าทายและสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพในภูมิภาคนี้ เห็นได้จากโครงการฝึกซ้อมคอบร้า–โกลด์มากว่า 40 ปีแล้วยังมีความร่วมมืออีกหลายด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข ต่อต้านก่อการร้าย ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การค้าสัตว์ป่าและยังมีโอกาสที่ดีอีกหลายอย่าง เช่น ด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร เราอยากจะทำงานร่วมกับทุกประเทศ รวมถึงไทยในการตักตวงโอกาสเหล่านี้และทำให้ดีที่สุด และเราอยากมีส่วนส่งเสริม เช่น ไทยแลนด์ 4.0นับจากนี้สหรัฐฯก็พยายามเสริมสร้างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีสันติภาพเป็นภูมิภาคที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม“หวังว่าไทยจะกลับไปเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้”สหรัฐฯยังมีความท้าทายอยู่ทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั้งโลก มีการเมืองในภาคภูมิรัฐศาสตร์ มีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกัน การเลือกตั้งที่นี่เชื่อมโยงกับที่นั่นในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 37 ปี อย่างพ่อของผมก็ทำงานการทูตตั้งแต่ 1946 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสหภาพโซเวียต ผ่านมาหมดทั้งยุค ‘40 ‘50 ‘60 ทำงานทั้งที่รัสเซีย อินเดีย อัฟกานิสถาน ซึ่งผมเกิดที่นั่นมันมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะสงครามหรือเหตุการณ์ต่างๆ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าโซเวียตจะชนะ อย่างเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเรื่องเลือกตั้ง หรือกรณีปัญหาทะเลจีนใต้ หรือเกาหลีเหนือ คนก็มักจะสรุปไปในทิศทางใดทางหนึ่งแต่ผมจะมองที่พื้นฐานโดยรวม เช่น จีนมีความเจริญด้านเศรษฐกิจ ซึ่งดีต่อทั่วโลกและนำไปสู่เสถียรภาพที่มั่นคงขึ้น ศตวรรษนี้หลายสิ่งมันก็เปลี่ยนไปทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สำหรับไทยผมก็พยายามทำความเข้าใจเรื่องการถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯก็สบายใจที่ไทยมีความสัมพันธ์ดีกับจีน เพราะถือว่าเป็นผลดีต่อไทยและสหรัฐฯกรณีนี้มันไม่ใช่เรื่องของซีโรซัมเกม (Zero-sumgame) ซึ่งเป็นเกมที่จะต้องมีคนแพ้คนชนะทั้งโลกมันเชื่อมโยงและมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น ในปัจจุบันความท้าทายมีอยู่ทั่วไปวิธีที่ดีทุกฝ่ายควรตกลงกติกาในระดับนานาชาติร่วมกัน ไม่ใช่ทำแบบสมัยก่อนที่มหาอำนาจทำอะไรก็ได้ขณะที่ปัญหาเกาหลีเหนือ ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามไม่ใช่เฉพาะประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เป็นเหตุผลที่สหรัฐฯขอให้นานาชาติช่วยกดดันเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯ จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็ไม่มีความคิดที่จะไปเปลี่ยนรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่พยายามเกลี้ยกล่อมมาโดยตลอดหลายปีแล้วทีมข่าวการเมือง ถามว่า ท่ามกลางความหวาดวิตกว่าจะเกิดสงครามในภูมิภาค สหรัฐฯให้ความสำคัญเช่นไรกับการค้า เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า ผมไม่คิดว่าเกาหลีเหนือจะทำสงครามแม้เกาหลีเหนืออยากให้คุณเชื่อเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าครอบครัวตระกูลคิม (คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ) สนใจอย่างเดียว คือการเอาตัวรอดให้ได้ ทั้งโดดเดี่ยวตัวเอง ข่มขู่ว่าจะทำสงครามมาตั้งแต่สมัยสภาพโซเวียตแล้วเกาหลีเหนือพยายามบอกว่าตัวเองเป็น “รัฐนิวเคลียร์” แต่ไม่คิดว่ามีศักยภาพพอที่จะโจมตีใครได้ เป็นเพียงการข่มขู่ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นปัญหาใหญ่ ที่สามารถขายให้กลุ่มก่อการร้าย เช่น ไอเอส หรืออัลเคดา และเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ก็เคยถูกขายให้ประเทศในตะวันออกกลางมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือหยุดการกระทำเหล่านี้โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 เกาหลีเหนือเป็นประเทศเดียวที่ทดลองนิวเคลียร์ทุกคนควรช่วยกัน ไม่ใช่รอให้สหรัฐฯแก้ไขปัญหาอย่างเดียวขณะในด้านการค้า “โดนัลด์ ทรัมป์” พูดถึงการถอนตัวออกจากข้อตกลงทีพีพี (กลุ่มความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) แต่ในระดับยุทธศาสตร์สหรัฐฯมุ่งที่จะทำการค้าเสรี แต่ที่กำจัดข้อกีดกันการค้า เพื่อช่วยให้ทุกคนเจริญรุ่งเรืองและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯสหรัฐฯอยากทำการค้าแบบทวิภาคีกับทั่วโลก อย่างประเทศไทยก็เพิ่งประชุมระดับยุทธศาสตร์ไปเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ส่วนหนึ่งได้หารือถึงด้านการค้าเสรีจะเสริมสร้างเช่นไรต่อ“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เยือนสหรัฐฯ ขณะนี้มีความชัดเจนอย่างไร “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า เราตั้งตารอการพบปะครั้งนี้ และพยายามประสานงานทุกด้าน เพื่อกำหนดวัน ในการหารือยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าสหรัฐฯสนับสนุนให้เกิดการหารือขึ้นแต่ยังตอบไม่ได้ ตามระบบแล้วต้องให้ทำเนียบขาวเป็นฝ่ายชี้แจงการประชุมที่จะเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้หารือเรื่องความท้าทายต่างๆความท้าทายยุคใหม่ของสหรัฐฯต่อภูมิภาคนี้และไทยเป็นอย่างไร “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่าเราไม่คิดว่ามีเรื่องอะไรที่ท้าทายโดยตรง แต่มองภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านโอกาสที่ดีมากกว่าความท้าทายแน่นอนมันมีบางเรื่อง เช่น มีสัญญาณว่าผู้ก่อการร้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้ เราให้ความสนใจ ส่วนในแง่ด้านเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง ก็อาจจะมีความท้าทาย เช่น การลักลอบค้ามนุษย์ หรือด้านอื่นๆ อาชญากรรมแต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก สหรัฐฯได้ทำงานกับหน่วยบังคับใช้กฎหมายและกองทัพของไทยมองประชาธิปไตยของไทยอย่างไร ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมาย การดำเนินการกับนักการเมือง “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า ส่วนหนึ่งในการประชุมยุทธศาสตร์ ได้หารือถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ซึ่งอยากให้ประเทศไทยเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ เจริญรุ่งเรือง มีอนาคตสดใส มีประชาธิปไตยโดยประชาชนในสังคมมีส่วนร่วมในช่วงการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย สหรัฐฯอยากให้ไทยแสดงตัวออกมาในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแข็งแกร่ง ตามที่รัฐบาลได้ประกาศโรดแม็ปและการเลือกตั้งปี 2561 ขอชื่นชมเป้าหมายของโรดแม็ปที่ระบุว่า ประชาธิปไตยจำเป็นต้องสร้างกันเองในประเทศไทยถ้าไม่มีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างไร “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า สหรัฐฯและไทยถือเป็นหนึ่งในคู่ประเทศที่มีความสัมพันธ์แบบเปิดกว้างมากที่สุดในโลก ผ่านอะไรร่วมกันมามาก และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปถึงแม้เกิดเหตุรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ความร่วมมือหลายอย่างยังคงดำเนินต่อไปแต่เรามีกฎหมายเกี่ยวกับการรัฐประหาร หากประเทศใดเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นสหรัฐฯจำเป็นจะต้องระงับความร่วมมือด้านความมั่นคงบางอย่างฉะนั้นอยากให้ไทยกลับมาเป็นรัฐบาลพลเรือนเพื่อจะได้มีความสัมพันธ์กันแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์.ทีมการเมือง