หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา สงครามในตะวันออกกลางปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลราคาน้ำมันในต่างประเทศดีดตัวแรงเกิดความกังวลวิกฤติราคาน้ำมันรอบใหม่ ทำให้คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (22 ก.ย.) จะมีการนำแนวทางการพยุงราคาน้ำมัน ไม่ให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศพุ่งขึ้นจนเป็นภาระของประชาชนซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น หนทางหลักและแทบจะเป็นทางเดียวที่รัฐบาลใช้ก็คือ การใช้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” อุดหนุนราคา โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯชดเชยราคาดีเซลอยู่ที่ 8.62 บาทต่อลิตร และคาดว่ารัฐบาลก็จะยังใช้แนวทางอุดหนุนต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องคิดเพิ่มคือ จะเอาเงินส่วนไหนมาใช้ชดเชยราคา เพราะฐานะกองทุนฯเองก็ย่ำแย่ส่วนหากจะตอบคำถามในใจของทุกคนว่า “ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทยแพงจริงหรือไม่?” อาจต้องถามต่อว่า “แพงหรือถูกเมื่อเทียบกับใคร และเบื้องหลังราคาน้ำมันที่เราขายอยู่ในขณะนี้เกิดจากอะไร ต้นทุนที่แท้จริงของราคานั้นเป็นอย่างไร และใครเป็นผู้แบกรับภาระ”เพราะหากเทียบกับก่อนช่วงสงคราม แน่นอนว่าราคาน้ำมันดีเซลของไทยวันนี้ที่ 40.69 บาทต่อลิตร (หลังชดเชย) ย่อมแพงกว่าราคาที่เราเคยจ่ายมาก แต่หากเทียบกับเพื่อนบ้าน ซึ่งการตั้งราคาน้ำมันขายปลีกของแต่ละประเทศ ไม่ได้สะท้อนแค่ราคาน้ำมันดิบ แต่รวมต้นทุนการกลั่น ค่าขนส่ง ค่าการตลาด ภาษี เงินกองทุน และมาตรการอุดหนุนเข้ามาด้วย วันนี้ราคาน้ำมันดีเซลในพม่า ลาว กัมพูชา ทะลุ 60 บาทต่อลิตร สิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 100 บาทต่อลิตรที่น่าสนใจคือ ราคาน้ำมันดีเซลของมาเลเซียอยู่ 42.95 บาทต่อลิตร แพงกว่าไทย 2.26 บาท แตกต่างจากที่เราคิดมาตลอดว่า “น้ำมันมาเลเซียต้องถูกกว่า” เพราะเป็นประเทศผลิตน้ำมัน แต่แม้ว่าราคาของเราต่ำกว่ามาเลเซีย แต่ก็ไม่ได้ต่ำที่สุดยังเป็นที่ 3 รองจากบรูไน และเวียดนาม ซึ่งมีมาตรการอุดหนุนที่เข้มข้นกว่าทั้งนี้ กรณีของมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะราคาน้ำมันดีเซลในมาเลเซีย มีทั้งแบบไม่อุดหนุน ซึ่งถูกปรับราคาตามตลาดโลกและสูงกว่าไทย ขณะเดียวกัน ยังมีระบบอุดหนุนแบบกำหนดเป้าหมาย โดยผู้มีสิทธิ์ในโครงการ BUDI Diesel ซื้อดีเซลที่ 2.10 RM ต่อลิตร โดยภาครัฐเข้ามารับภาระส่วนต่างจากราคาในสัดส่วนที่สูงถึง 60%บทเรียนวันนี้ ทำให้เห็นว่าตัวเลขที่เราเห็นหน้าปั๊มอาจเป็นเพียง “ปลายทาง” ของเรื่องราวทั้งหมด ราคาน้ำมันเป็นผลจากนโยบายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ประเทศที่ผลิตน้ำมันเอง ไม่ได้แปลว่าจะต้องขายน้ำมันถูกกว่าเสมอไป ประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมาก ก็ไม่ใช่ว่าราคาขายปลีกจะสะท้อนต้นทุนทรัพยากรเพียงอย่างเดียวขณะเดียวกัน ประเทศไทยเอง ในฐานะที่ไม่ได้เป็นประเทศผลิตน้ำมันอย่างใครเขาก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันจะทำต่อเนื่องได้นานแค่ไหน เพราะมาตรการภาครัฐอาจช่วยลดผลกระทบในเพียงเวลาหนึ่ง จึงต้องทำควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่จะเป็นผลบวกมากกว่า ทั้งช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังช่วยส่งต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คนรุ่นต่อไป.มิสเตอร์พีคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม