จังหวัดชุมพรมีของดีมากมายทั้งหาดทราย ทะเล ป่าเขา อาหาร และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ยังไม่ถูกปรุงแต่งจนเสียอัตลักษณ์ แต่กลับเป็นเพียงเมืองทางผ่าน นักท่องเที่ยวไม่ค่อยแวะพักหรืออย่างมากก็นอนค้างแค่คืนเดียว กระทั่งช่วง 2–3 ปีมานี้มีจุดเช็กอินใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมามาก นั่นคือ “อวดชุม” อยู่ริมหาดปะทิวทอง ต.ชุมโค อ.ปะทิวชื่ออวดชุมหมายถึง อวดชุมชน อวดชุมพร เกิดจากความตั้งใจของ คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเบทาโกร ปัจจุบันเป็นกรรมการสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ คุณณัฐนรี แต้ไพสิฐพงษ์ ลูกสาว ที่มองเห็นว่า ชุมพรมีของดีมากพอจะทำให้คนไทยและคนทั่วโลกหันมามองสจล.มีวิทยาเขตชุมพรตั้งอยู่ เมื่อคุณวนัสได้เข้าไปสัมผัสพื้นที่ตำบลชุมโค ก็เกิดไอเดียสร้าง Community Center ทำหน้าที่เชื่อม 3 ภาคส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนในมิติของการท่องเที่ยว เสน่ห์อยู่ที่ บ้านต้นไม้อวดชุม Baan OuadChum Treehouse ที่ปลูกสร้างบนกลุ่มต้นยางนา 11 ต้น ผสมผสานโครงเหล็กและไม้เข้ากับต้นยางนาเพื่อให้ตัวอาคารกลืนไปกับธรรมชาติ เปิดให้บริการทั้งที่พัก คาเฟ่ และร้านอาหารคาเฟ่ของอวดชุมจะเสิร์ฟเมนูที่มาจากวัตถุดิบในชุมชน เช่น น้ำเชื่อมลูกจาก จากภูมิปัญญาดั้งเดิม น้ำผึ้งแท้ จาก “ลุงจงโกย” ที่เก็บเกี่ยวโดยไม่ทำลายตัวอ่อนผึ้ง กะปิ ช็อกโกแลต คาเฟ่แห่งนี้เปรียบเหมือนโชว์รูมที่เปิดให้คนภายนอกได้เห็นคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและเชื่อมต่อกับคนในชุมชนในมิติผลิตภัณฑ์ อวดชุมได้ดึงเอา สินค้าและวัตถุดิบพื้นบ้านมาต่อยอด โครงการไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมของชาวบ้าน แต่เข้าไปช่วยเรื่องการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การทำแบรนดิ้งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มีทั้ง น้ำผึ้งดอกมังเคร น้ำผึ้งดอกเสม็ดขาว รังผึ้งโพรงสดจากป่าเบญจพรรณ น้ำตาลดอกมะพร้าวปลอดสารเคมี น้ำตาลจากแบบโบราณ กะปิเคยขัดน้ำ ที่ต้องใช้ฝีมือรีดน้ำทะเลออกจากกะปิ ทำให้กะปิอวดชุมมีความเค็มน้อยกว่าและกลิ่นหอมกว่ากะปิทั่วไป รวมถึงช็อกโกแลตบาร์ ที่นำผลโกโก้ที่ปลูกในพื้นที่มาผสมผสานกับวัตถุดิบเอกลักษณ์ของชุมพร เช่น กล้วยเล็บมือนาง ทุเรียนหมอนทอง น้ำตาลจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นสร้างความสุขให้ชาวบ้าน และบ่งบอกถึงความสำเร็จ ก่อนเข้าร่วมอวดชุม กลุ่มผู้ผลิตกะปิมีรายได้เฉลี่ยเพียง 2,000–3,000 บาทต่อเดือน น้ำผึ้งทำรายได้ 2,000 บาทต่อเดือน กลุ่มผลิตช็อกโกแลตทำรายได้ราว 5,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตกะปิมีรายได้เฉลี่ยกว่า 12,000 บาทต่อเดือน น้ำผึ้งมีรายได้กว่า 30,000 บาทต่อเดือน ช็อกโกแลตเพิ่มเป็นเกือบ 1 แสนบาทต่อเดือนตอนนี้สินค้าบางชนิดอยู่ระหว่างการเจรจานำเข้ามาวางขายในห้าง หากดีลสำเร็จ จะยิ่งสร้างรายได้มากขึ้นตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนี้เกิดจากกลไกการทำงานแบบไตรภาคี ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน ประสานงานขับเคลื่อนภายใต้กรอบ “4อ” 1.อวด แชร์ภาพ วิดีโอ บอกต่อให้เพื่อนฟัง 2.อุดหนุน ซื้อใช้ ซื้อฝาก เข้าร่วมเวิร์กช็อปกับชุมชน 3.เอื้อเฟื้อ หน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยนำความเชี่ยวชาญมาช่วยแก้ปัญหาให้ชุมชน 4.เอาด้วย พัฒนาชุมชนในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ชาวบ้านมองตนเองเป็นหุ้นส่วนที่ร่วมกันดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเกิด3 ปีของอวดชุมถือว่ายืนได้อย่างมั่นคง และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่โต แค่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆที่กล้าลงมือทำ แก้ปัญหาจากฐานรากด้วยความเข้าใจทางธุรกิจและเคารพวิถีชุมชน ก็นำพาไปสู่ความสำเร็จได้.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม