จากข้อมูลตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนโครงการ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ถือเป็นความหวังต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย เพราะมีเม็ดเงินรอการลงทุนครึ่งปีแรกสูงกว่าหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันก็เริ่มมีหลายฝ่ายแสดงความกังวล โดยตั้งข้อสังเกตหลายประเด็นเกี่ยวกับโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่เพราะโครงการส่วนใหญ่นอกจาก มีแผนลงทุนในพื้นที่อีอีซีแล้ว ยังมีโครงการลักษณะนี้ 30 กว่าแห่ง กระจุกตัวใน กทม.และปริมณฑล ทั้งพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาล ทำให้มีข้อเป็นห่วงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้น้ำและไฟฟ้าจำนวนมหาศาล อาจเกิดการแย่งชิงทรัพยากรกับประชาชนในประเทศนอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าในการลงทุนสำหรับประเทศ ทั้งเรื่องการจ้างงานอุตสาหกรรมประเภทนี้อาจมีจำนวนไม่มาก และมีคำถามถึงเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้จากบริษัทต่างชาติ การต่อยอดไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน สร้างมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมใหม่ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่อย่างไรก็ดี เรื่องนี้นอกจากหลาย ฝ่ายได้ออกมาชี้ถึงข้อดี และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะการยกระดับสู่เศรษฐกิจ ดิจิทัล อีกทางหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งหามาตรการรองรับการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ การแยกอัตราค่าไฟฟ้าจากประชาชน เตรียมการแหล่งน้ำรองรับ ฯลฯขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และประธานคณะกรรมการ นโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ได้เตรียมเรียกประชุมเพื่อทบทวนหลัก เกณฑ์เงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และแผนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบโดยยืนยันว่า หลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องไม่มองแค่ “เงินลงทุน” เพียงมิติเดียว แต่มีเงื่อนไขให้ต้องพิจารณาในหลายด้าน ทั้งเรื่องการตั้งศูนย์พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี ปั้นวิศวกรคลาวด์ และเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน กระบวน การผลิตและผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้สมดุลถึงตรงนี้ แม้รัฐบาลจะถูกมองว่า ทำไปก่อนแล้วค่อยมาคิดล้อมคอกทีหลัง แต่อีกทางหนึ่งก็ต้องถือว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน พร้อมปรับปรุงนโยบายสำคัญ ทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายในการ พัฒนาเศรษฐกิจประเทศด้วยอุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่ละเลยผลกระทบต่างๆที่ต้อง หาทางแก้ไขตามมากันอีก.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม