ข่าวใหญ่ของสื่อมวลชนทุกแขนงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สืบต่อมาจนถึงสัปดาห์นี้ คงต้องยกให้แก่ข่าวการเปิดเผยรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนรับบัตรโครงการสวัสดิการของรัฐ หรือที่เรียกว่า “บัตรคนจน” เพราะมีผู้ร้องทุกข์ หรือผู้ผิดหวังเพราะไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมากเป็นข่าวใหญ่พาดหัวทุกสื่อกระทรวงการคลังแถลงภาพรวมว่าจากผู้สมัครเสนอตัวเพื่อลงทะเบียนรับบัตรคนจนดังกล่าวนี้มีถึง 18.82 ล้านราย ผ่านเกณฑ์ตรวจเข้มของกระทรวงการคลังเพียง 9.51 ล้านราย หรือเกินกึ่งหนึ่งนิดๆเท่านั้น ที่เหลือจำนวน 9.3 ล้านรายเศษไม่ผ่านเกณฑ์จึงมีเสียงทักท้วงเสียงร้องทุกข์กระหึ่มขึ้นทั่วประเทศดังที่เป็นข่าว ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็ออกมาแถลงแล้วว่ายินดีให้ยื่นอุทธรณ์ ได้ โปรดตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งนะครับว่าจะเปิดรับถึงเมื่อใดก่อนจะแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ผมขออนุญาต “เจาะเวลาหาอดีต” ย้อนหลังกลับไปดูที่มาที่ไปของ “แนวคิด” และ “แนวทาง” การแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทยเพื่อทราบไว้ก่อนพอสังเขปดังนี้ครับธนาคารโลกเริ่มให้ความสนใจต่อปัญหาความยากจนของโลกและเริ่มมีการศึกษาว่า ประเทศใดควรมีเส้นวัดความยากจนเท่าไร? และมีจำนวนความจนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นวัดนั้นๆมากน้อยเพียงใด...น่าจะประมาณ 50 กว่าปีมาแล้วของประเทศไทยเรามีการพูดถึง เขียนถึงและแสดงให้เห็นถึงตัวเลขของเรา เมื่อประมาณ 2518-2519 โดยผู้เชี่ยวชาญธนาคารโลกชาวไทยชื่อ ดร.เอื้อย มีศุข และต่อมาทาง สภาพัฒน์ ได้ขานรับนำตัวเลขไปใช้ทั้งในการร่างนโยบายให้แก่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และในการจัดทำ แผนพัฒนาฉบับที่ 5 พ.ศ.2528-2529ตัวเลขสำคัญของ ดร.เอื้อยที่มีการอ้างถึงอย่างกว้างขวางก็คือ ประเทศไทยมีผู้อยู่ใต้เส้นวัดความยากจนร้อยละ 25 ของประชากรของ ประเทศ หรือประมาณ 12-13 ล้านคน ใน พ.ศ.ดังกล่าวแผนพัฒนาฉบับที่ 5 นับว่าเป็นแผนที่มีความสมบูรณ์มากแผนหนึ่ง ประสบความสำเร็จทั้งการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกและพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆขณะเดียวกัน ก็ลงมือแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทยอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่ พ.ศ.2525 เป็นต้นมา แม้ปัจจุบันจะไม่มี คณะกรรมการพัฒนาชนบทแห่งชาติ แล้ว แต่ก็ยังถือว่านโยบายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และการลดความเหลื่อมล้ำในทุกรูปแบบเป็นนโยบายหลักของชาติมาตลอดเมื่อเร็วๆนี้ผมถามกูเกิลว่า จำนวนคนยากจนของประเทศไทย ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง? คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากร และคิดเป็นจำนวนเท่าไรกูเกิลตอบว่า เมื่อปี 2024 หรือ 2567 ที่ผ่านมานี้เอง ธนาคารโลกระบุว่าเปอร์เซ็นต์คนยากจนของประเทศไทยลดเหลือร้อยละ 8.2 ของประชากรไทยในปีดังกล่าว และมีจำนวนประมาณ 5.4 ล้านคนเท่านั้นผมเห็นตัวเลขแล้วยังปลื้มใจ 40 กว่าปีของการพัฒนาประเทศไทย ถือว่าไปได้ดีพอสมควร...เพราะยอดจำนวนคนจนลดจากร้อยละ 25 ของประเทศ และจากจำนวนผู้ยากจนราวๆ 12-13 ล้านคนที่เคยศึกษาไว้ในอดีตอย่างเห็นได้ชัดแต่พอมาเห็นตัวเลข “ผู้รับบัตรคนจน” 2 วันก่อนว่ามีถึง 9.51 ล้านคน (ขนาดคัดกรองออกไปแล้วจำนวนมาก) ผมก็รู้สึกสะดุ้ง เพราะตัวเลขต่างกับของธนาคารโลกราวฟ้ากับดินผมควรจะเชื่อใครดีระหว่างเวิลด์แบงก์ที่ประมาณตัวเลขความจนประเทศไทยด้วยโมเดลต่างๆ ที่บอกว่าปี 2567 ประเทศไทยเหลือคนจนเพียง 5.4 ล้านคน แต่จากการคัดกรองของกระทรวงการคลัง ที่แถลงไว้เมื่อ 2 วันก่อน ขนาดว่าเฮี้ยบแล้วนะ ประเทศไทยยังมีคนจนถึง 9.51 ล้านคน?แน่นอนใจผมน่ะอยากให้เป็นตัวเลข 5.4 ล้านคนมากกว่า เพราะเห็นว่าให้ความช่วยเหลือหลายๆด้านเหลือเกิน ถ้าใช้ตัวเลข 9 ล้านกว่าบวกด้วยที่จะอุทธรณ์ได้อีก...รัฐบาลจะรับไหวหรือครับ ลำพังทุกวันนี้ก็ย่อยแย่บเต็มที่อยู่แล้ว?“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม