เทศนาเนื้อหาแปลกใหม่ เรื่องหนึ่งที่วัดพุทธ เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย...ผมพยายามจะเข้าใจ นี่คือผลสัมฤทธิ์ ของบัณทิต เคมบริดจ์ รวมวิชาพระวัดป่า สำนักหลวงปู่ชา คือพระอาจารย์พรหมหรือเปล่า? เนื้อหาเทศนา...เริ่มต้นดังนี้เคยได้ยินโยมพูดว่า การให้อภัยจะได้ผลแต่ในวัด หากใช้นอกวัด ตัวอย่าง คนอื่นจะกระทืบเรา ถ้าเราให้อภัยเขา ก็มีแต่จะถูกหาว่าอ่อนแอ โดนเอาเปรียบต่อไปอีกเช่นเดียวกับคำกล่าว “ผู้ที่หันแก้มอีกข้างให้เขาตบซ้ำ ผลจะลงเอยด้วยการไปหาหมอฟันสองครั้ง แทนที่จะไปแค่ครั้งเดียว”แต่หากเป็นการให้อภัยแบบที่รัฐบาลไทย (สมัยนายกฯพลเอกเปรม) เคยทำ มากกว่าการให้อภัยด้วยวิธีนิรโทษกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข โดยให้แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาคือความยากจน นั่นเป็นเหตุให้การนิรโทษกรรมได้ผล“อาตมาเรียกการให้อภัยเช่นนั้นว่า การให้อภัยเชิงสร้างสรรค์”“สร้างสรรค์” หมายถึงการเสริมสร้างสิ่งที่ดีงาม ที่เราต้องการให้มีให้เป็น การให้อภัยหมายถึงการละสิ่งไม่ดีที่เป็นส่วนของปัญหานั้นทิ้งไปเสีย ไม่ยึดมันไว้ โดยก้าวต่อไปข้างหน้ายกตัวอย่างเรื่องในสวน การรดน้ำเฉพาะวัชพืช เหมือนการเพาะเลี้ยงปัญหาให้เจริญเติบโต การไม่รดน้ำเลย เหมือนการให้อภัยเฉยๆส่วนการรดน้ำเฉพาะดอกไม้ โดยไม่รดน้ำวัชพืช นั่นเป็นสัญลักษณ์ของการให้อภัยเชิงสร้างสรรค์ที่ถูกต้องพระอาจารย์พรหมเล่าว่า หลังจากท่านเทศนากัณฑ์นี้จบ โยมหญิงคนหนึ่งก็เข้ามาบอกว่า เธอฟังเทศนาประจำวันอาทิตย์ต่อเนื่องกันมาราวเจ็ดปีเหตุที่มาฟังเทศน์ ขอสารภาพ แรกเริ่มเธอไม่เคยสนใจพุทธศาสนาเลย ไม่ว่าจะฟังเทศน์หรือการปฏิบัติภาวนา แต่ที่เธอมาก็เพราะเพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่จะออกจากบ้านเท่านั้นเธอเล่าว่า ชีวิตในบ้านเธอตกเป็นเหยื่อการตบตีอย่างรุนแรงของสามี ยังไม่มีหนทางใดที่จะหนีพ้น “สองชั่วโมงในวัด สำหรับดิฉันคือเวลารอดพ้นจากการถูกซ้อม”จนถึงวันนั้น เธอฟังพระบรรยายเรื่องการให้อภัยเชิงสร้างสรรค์ จึงได้ตัดสินใจจะนำไปทดลองใช้กับสามี“เมื่อเขาเริ่มลงมือลงเท้า ฉันก็ทำใจปล่อยวาง และให้อภัย เธอทำได้อย่างไร ตัวเธอเท่านั้นที่รู้”และเมื่อใดที่สามีพูดหรือทำสิ่งใดที่เป็นเรื่องแสดงน้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม “ฉันจะกอดเขา จูบเขา” เพื่อให้เขารู้ว่า ความมีน้ำใจมีความหมายต่อเธอมากมายเพียงใดเธอแสดงให้เขารู้ว่า สำนึกในคุณค่าของมันเสมอเล่าถึงสถานการณ์ช่วงที่ผ่านเวลาที่ยากเย็นในชีวิตแล้ว โยมหญิงก็ร้องไห้ เวลาที่ผ่านไปเปลี่ยนสามีคนเดิมให้เป็นสามีที่แสนดีคนใหม่ ตอนนี้เรามีความรักความผูกพันที่มีค่ายิ่งต่อกันมาก มีลูกที่น่ารักด้วยกันสองคนเธอพูดต่อไป สีหน้าแวววาวสดใสเปี่ยมสุข...มือชี้ไปที่ม้านั่งตัวนั้น “อาทิตย์นี้ เขาทำเซอร์ไพรส์ ต่อเก้าอี้ตัวนี้ให้ดิฉัน...นั่งสมาธิในวัด”“พระอาจารย์น่าจะรู้นะคะว่าถ้าเป็นเมื่อเจ็ดปีก่อนเขาคงใช้เก้านี้ตัวนี้ทุ่มใส่ดิฉัน” โยมหญิงเล่าตอนนี้เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นสะอื้นในลำคอด้วยความตื้นตันใจพระอาจารย์พรหมจบเรื่องเล่าเรื่องนี้ว่า อาตมาพลอยปลื้มปีติไปกับโยมหญิง เธอใช้ความเมตตาสร้างการให้อภัยเชิงสร้างสรรค์ เปลี่ยนผู้ชายร้ายกาจคนหนึ่งมาเป็นผู้ชายผู้มีไมตรีจิตขึ้นมาได้นี่ถ้าไม่ใช่ปาฏิหาริย์แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก!ผมอ่านเรื่องนี้จบ ไม่กล้าคิดเลยครับ ปาฏิหาริย์เดียวกันนี้ จะเกิดมีในการเมืองบ้านเรา.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม