จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบ ให้โยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.ภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อเนื่องกับคำสั่งโยกย้ายนายธีระพงศ์ ช่วยชู จากรอง ผวจ.ภูเก็ต ไปนั่งเป็นรอง ผวจ.นครศรีธรรมราช พร้อมนายอดุลย์ ชูทอง จากรอง ผวจ.ภูเก็ต ไปเป็นรอง ผวจ.สงขลาหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย แสดงความหงุดหงิดกลางวงประชุมผู้บริหารกระทรวง ตำหนิการแก้ปัญหากลุ่มอิทธิพล มาเฟียไม่คืบหน้า จากการขัดขากันเองของ “รองผู้ว่าฯซีฟู้ด” ที่ประกาศจะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต และที่สุดนายนิรัตน์ก็โดนย้ายเข้ากระทรวง ขณะที่ 2 รองผู้ว่าฯภูเก็ตก็โดนย้ายสลับจังหวัดฟ้องอาการอมโรคของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่เริ่มเห็นภาพเด่นชัดจากร่องรอยของการขัดเหลี่ยมอำนาจ ตามปรากฏการณ์ที่เห็นได้ว่า นายอนุทินพยายามแสดงตัวถืออำนาจ มท.1 แต่การสั่งการจริงๆอยู่ที่ใครกันแน่ เพราะอีกทางก็มีเสียงซุบซิบในหมู่ข้าราชการว่า “สิงห์เขากระโดง” สายตรงบุรีรัมย์ คือพวกที่เส้นใหญ่สุดในมหาดไทยที่แน่ๆมันคือมะเร็งร้ายที่แฝงอยู่ในระบบราชการไทย ในวันที่กำลังเผชิญปัญหามาเฟียต่างชาติใช้อำนาจทางเศรษฐกิจยึดทรัพยากรของชาติ ถือครองที่ดินสวยริมหาด จังหวัดชายทะเลภาคใต้ สภาพแบบที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ยอมรับว่าถึงขั้นมีการเก็บเงินจากชาวบ้านที่เดินผ่านชายหาด และลอบยิงเรือประมงพฤติการณ์เหิมเกริม ยิ่งนานยิ่งถอนรากถอนโคนลำบาก ในเมื่อข้าราชการมหาดไทยเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากมาเฟีย ส่งส่วยให้ฝ่ายการเมือง เป็นเรื่องยากที่จะสะสางปัญหาผู้มีอิทธิพลต่างชาติ ไม่ใช่แค่ภาคใต้ จังหวัดท่องเที่ยวดังระดับโลกอย่างภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ยังรวมถึง จ.ชลบุรี ที่เต็มไปด้วยมาเฟียสารพัดเชื้อชาติต่อให้ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด ล้างบางกันอีกกี่รอบ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ ในเมื่อปัญหาเกิดจากระบบที่หมักหมม จนเป็นเหมือนสันดอนในทะเล ประกอบกับธรรมชาติของข้าราชการมหาดไทยถนัดสนองตอบนักการเมือง ยิ่งในยุคที่รัฐบาลมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ ก็ยิ่งไม่อาจต้านทานพลังส่วยอันหอมหวานของมาเฟียต่างชาติที่ป้อนให้แต่มันก็ยังมีความหวังลึกๆ เหตุฝีแตกที่ภูเก็ต อานิสงส์ก็มาจากการที่นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ที่เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหว โดยการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการสภาฯของพรรคส้ม เป็นกลไกหลักในการต่อต้านกลุ่มทุนต่างชาติที่บุกยึดหาดสาธารณะ กล้าชนกับอำนาจมาเฟีย ทลายอิทธิพลข้าราชการที่พัวพัน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม