เมื่อ “ความจน” ถูกนิยามใหม่ ...การปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งล่าสุด กำลังจุดประเด็นถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะกรณีตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูรัฐควรคิดใหม่อย่างไร? ท่ามกลาง “สังคมสูงวัย” ที่กำลังขยายตัว และความเสี่ยงที่ลูกอาจไม่ได้ดูแลพ่อแม่ตามที่ระบบคาดหวัง...อะไรที่ “ก้าวหน้า” อะไรที่ “ถอยหลัง” ของเกณฑ์ใหม่นี้?ชวนหาคำตอบกับ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ในยามที่ข้าวของแพง ค่าแรงไม่ขยับ หลายคนอาจมองว่า “สวัสดิการรัฐ” คือเบาะรองรับน้ำหนักชั้นดีที่จะช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยไม่ตกลงไปสู่เหวแห่งความยากจน แต่ความเป็นจริงที่น่าตกใจคือ ระบบการคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการของไทยในปัจจุบัน กลับเปรียบเสมือน “ตะแกรงร่อนที่รูไม่เท่ากัน”ดร.สมชัย ฉายภาพปัญหาเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า สวัสดิการในฝันกับความเป็นจริงนั้นช่างห่างไกลกันเหลือเกิน...ทำไม “ตะแกรง” ของรัฐถึงทำคนตกหล่น? ลองนึกภาพการคัดกรองคนจนแบบเดิมๆ ที่มักจะใช้ “เกณฑ์รายได้” เป็นตัวตั้ง เหมือนการใช้ไม้บรรทัดเดียววัดคนทั้งประเทศ แต่ปัญหาคือชีวิตคนเราไม่ได้มีความเป็นเส้นตรงเหมือนตัวเลขเสมอไปหนึ่ง...“กับดักรายได้” คนจนตัวจริงบางคนอาจมีรายได้เกินเกณฑ์เฉียดฉิวเพียงหลักสิบบาท ก็ถูกตัดสิทธิทันที ทั้งที่ภาระค่าใช้จ่ายชีวิตจริงนั้นหนักอึ้งกว่าคนอื่นมหาศาล สอง...“ความเหลื่อมล้ำของข้อมูล”ข้อมูลที่รัฐมีมักไม่อัปเดต บางคนเคยรวยแต่ตอนนี้ลำบาก หรือบางคนเคยลำบากแต่ตอนนี้พอประทังชีวิตได้ แต่ระบบฐานข้อมูลยังฝังตัวอยู่ในอดีต ทำให้การช่วยเหลือไปไม่ถึง “ผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ”สาม...“คนจนตกสำรวจ” มีคนจนจำนวนมากที่ “เข้าไม่ถึง” กระบวนการลงทะเบียน ไม่ว่าจะเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่มีสมาร์ทโฟน หรืออยู่ห่างไกลความเจริญ ทำให้กลายเป็นคนไร้ตัวตนในสายตารัฐเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เลือกระหว่าง “ตาข่ายจับปลา” หรือ “คันเบ็ด”ถ้าเรามองสวัสดิการเป็น “ตาข่าย” ที่ต้องกว้างพอจะรองรับทุกคนที่ตกน้ำ การใช้เกณฑ์คัดกรองที่ซับซ้อนและเข้มงวดเกินไปก็เหมือนเราตั้งใจจะจับปลาแต่กลับใช้ตาข่ายที่ถี่จนเกินไป หรือรูโหว่จนปลาตัวเล็กๆ (คนจน)...หลุดรอดไปหมด ดร.สมชัย จึงย้ำเสมอว่า “สวัสดิการถ้วนหน้า” ในบางเรื่องจึงสำคัญ ...เพราะมันคือการขจัดความหวาดระแวงว่าใครจนกว่าใครและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการคัดกรองที่แสนแพง แถมยังมักจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำ ถึงตรงนี้คำถามสำคัญมีว่า...ถึงเวลา “ปฏิรูป” หรือยัง?การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สวัสดิการรัฐไม่ควรเป็นแค่ “เศษเงินสงเคราะห์” ที่มาแล้วก็ไป แต่ต้องเป็น “บันได” ที่ช่วยให้คนยืนด้วยขาตัวเองได้“เปลี่ยนจากสงเคราะห์เป็นสิทธิ เปลี่ยนวิธีคิดว่าสวัสดิการคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้ตามความจำเป็นในช่วงวัย ไม่ใช่การขอทานจากรัฐ”ที่สำคัญต้อง...ใช้ข้อมูลให้ฉลาดขึ้น เลิกพึ่งพาแค่เกณฑ์รายได้ตัวเลขเดียว แต่ต้องดู “รายจ่าย” และ “สภาพความเป็นอยู่” จริงๆ ของแต่ละครอบครัวตอกย้ำ...กรณีการปรับเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับ “สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ” ครั้งใหม่ ที่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูจนเป็นข้อถกเถียงของสังคมว่า ภาครัฐจะต้องวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นแบบไหนหากมองว่าต่อไปสังคมจะสูงวัยมากขึ้นและมีความเสี่ยงที่ลูกจะไม่ดูแลพ่อแม่ ก็ควรให้สิทธิพ่อแม่ที่เข้าเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อยได้เลือกก่อนว่าจะรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากรับ...นั่นหมายความว่าลูกจะเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ในการลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ที่กระทรวงการคลังเสนอมา การตัดสินใจกลับอยู่ที่ลูกก่อนซึ่ง...ไม่ควรเป็นเช่นนี้เพราะก็มีประเด็นว่าลูกอาจจะไม่เลี้ยงพ่อแม่ก็ได้นอกจากนี้ ยังมีความไม่สมเหตุสมผลเรื่องตัวเลขของการลดหย่อนภาษีด้วย เช่นภาษีที่ลูกได้ลดน้อยกว่าเงินสวัสดิการที่พ่อแม่จะได้ถ้าไม่ยื่นขอลดหย่อน หรือการที่เกณฑ์ลดหย่อนกับเกณฑ์รายได้พ่อแม่รวมกันได้เพียง 6 หมื่นบาท น้อยกว่าเกณฑ์ 1 แสนบาทที่ใช้กับกรณีทั่วไป ซึ่ง...กระทรวงการคลังสามารถปรับได้เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น“โครงการสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ มีมาตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในแง่การเมืองก็คงอยากจะเลิก เพียงแต่ว่าเรื่องประเภทนี้อยู่ๆจะมาเลิกไม่ได้ เพราะ เป็นสวัสดิการที่เคยได้กันมา ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องดำเนินการต่อไป แต่หาวิธีลดงบประมาณลง...การกรองคนออกไปให้มากขึ้นจะช่วยลดงบประมาณ ตอบโจทย์ที่รัฐบาลไม่ค่อยมีเงิน และคงอยากใช้งบประมาณไปกับโครงการอื่นของพรรคแกนนำมากกว่า” ดร.สมชัย ว่าย้ำว่า...การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนั้น เห็นว่าไม่ควรสนับสนุนทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุด คือการมีงานที่ดีทำ เพราะฉะนั้นควรพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มทักษะ อัปสกิล รีสกิล และการจัดหางานด้วย ขณะเดียวกันต้องโฟกัสดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะ “เด็กเล็ก” ประเด็นสำคัญมีว่า...วันนี้เด็กเกิดน้อยลงและ 70 เปอร์เซ็นต์เกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตมาเต็มศักยภาพ ซึ่งหากอยากจะทำลาย “วงจรความยากจนข้ามรุ่น” จากพ่อแม่จนแล้วส่งต่อความจนให้ลูก จะต้องอย่าปล่อยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกลำพัง“ภาครัฐ”...จะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือในทุกช่องทาง เช่น ให้เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า พัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพใกล้เคียงโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นต้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม