วันเสาร์สบายๆ วันนี้ไปคุยเรื่อง “เศรษฐกิจยุคเอไอ” กันนะครับ ช่วงนี้ท่านผู้อ่านคงได้ยินศัพท์เศรษฐกิจใหม่กันมากมาย เช่น Digital Economy, Platform Economy, Solo Economy, Lifestyle Economy ล่าสุดที่ได้ยินคือ “Speed Economy” หรือ “เศรษฐกิจความเร็ว” เป็นเศรษฐกิจที่ ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการด้วยความเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที จากการขายผ่านคอนเทนต์ที่สั้นลง ซึ่งเป็นผลจาก “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจของมนุษย์เรามากขึ้นล่าสุด “บัตรเครดิตกรุงไทย” เพิ่งจัดเสวนา KTC FIT Talk เรื่อง “Speed Economy โอกาสและความท้าทายของอีคอมเมิร์ซ” โดยเชิญ สมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย และ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย มาร่วมเสวนาด้วย เนื้อหามีประโยชน์มาก ผมเลยนำเนื้อหาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังในวันเสาร์สบายๆวันนี้คุณณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บัตรเครดิตเคทีซี เปิดเกมว่า วันนี้เรากำลังอยู่ในยุคของ Speed Economy ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงการจัดส่งสินค้า แต่หมายถึง ความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น Speed Economic Ecosystem หรือ ระบบนิเวศน์ของระบบเศรษฐกิจ ไปแล้ว จากพฤติกรรมการใช้จ่ายบัตรเครดิตเคทีซีเห็นชัดว่า คนไทยใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัลแบบถี่ขึ้นมาก 4 เดือนแรกของปี 69 ยอด Transaction บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและฟู้ดดีลิเวอรีเติบโตสูงถึง 25% เทียบกับปีก่อน ยอดใช้จ่ายก็เติบโต 16%ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 800–1,000 บาทต่อครั้ง นิยามสั้นๆคือ เป็นพฤติกรรมแบบ “Micro Spending” คือซื้อของชิ้นเล็ก จ่ายย่อยๆระหว่างวัน เช่น ซื้อกาแฟตอนเช้า ซื้ออาหารตอนกลางวัน แต่การใช้จ่าย อันดับ 1 ยังเป็น ความงามและเครื่องสำอาง และ อันดับ 2 เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อันดับ 3 ของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีแพลตฟอร์ม Shopee มาเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างอันดับ 2 LAZADA อันดับ 3 Tik Tokคุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกฯสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) ได้ฉายภาพใหญ่ให้ดูโดยคาดว่า ตลาด อีคอมเมิร์ซไทย B2C ปีนี้จะมียอดขายแตะ 1.6 ล้านล้านบาท (เฉลี่ยโตปีละ 10-20%) ถ้าบวกฝั่ง B2B เข้าไปด้วย มูลค่าอาจสูงถึง 6–7 ล้านล้านบาท ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุค “AI Commerce” ที่ขับเคลื่อนด้วย Triple AI คือ แพลตฟอร์มใช้ AI ทำเครื่องมือการตลาด, ผู้บริโภคใช้ AI ช่วยซื้อของ, ระบบนิเวศอย่างธนาคารและภาครัฐก็นำ AI มาปลั๊กอินเข้ากับระบบคุณกุลธิรัตน์ บอกว่า อีกเทรนด์หนึ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้คือ “Crazy in Love Economy” หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก ความพึงพอใจ และความผูกพันที่ลูกค้ามีต่ออินฟลูเอนเซอร์ หรือ KOL ในยุคนี้คนไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากคีย์เวิร์ด “ราคาถูกที่สุด” เป็นหลักอีกแล้ว แต่ยอมจ่ายเพราะรักและอยากสนับสนุนครีเอเตอร์ที่ตัวเองชอบคำแนะนำจาก คุณกุลธิรัตน์ ถึง SME ไทย ก็คือ ต้องรีบกระโดดเข้าสู่ Live Commerce โดยด่วน ตอนนี้ยอดขายจากการไลฟ์สดคิดเป็น 20–30% ของประเทศแล้ว และอย่ามองแค่ตลาดไทย ให้มองโอกาสข้ามแดนไปยังประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก เช่น อินโดนีเซียที่มี ประชากร 280 ล้านคน รวมถึงต้องปรับตัวใช้ Data และ AI มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากกว่าการทำตลาดแบบ Personalization ทั่วไป เพราะยุคนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่วัดกันที่ความสามารถแบบ “Double AI” ใครเรียนรู้และนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เร็วกว่า คนนั้นชนะการค้าขายในยุค Speed Economy จึงไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกแล้วตลาด e–Commerce ปี 2026 บริษัทวิจัยในสหรัฐฯคาดว่า จะมีมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ กว่า 198 ล้านล้านบาท เฉพาะ จีนประเทศเดียวก็มีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าแยกย่อยลงไป ธุรกิจส่งอาหารอย่างเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต้องการความเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม