วันนี้โลกไม่ได้แค่ “ร้อน” แต่กำลังเข้าสู่ภาวะ “เดือด” เต็มพิกัด สะท้อนความจริงจากข้อมูลอุณหภูมิที่พุ่งทะลุสถิติในรอบ 176 ปี ขณะที่ประเทศไทยติดโผกลุ่มเสี่ยงอันดับ 17 ของโลก...คาดอนาคตรายได้ต่อหัวประชากรวูบ 19% เซ่นพิษอากาศแปรปรวน–ภัยแล้ง–น้ำท่วมซ้ำซากคิดเป็น...มูลค่าความเสียหายมหาศาลกว่า 1.43 ล้านล้านบาทรศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สะท้อนมุมมองนี้ไว้ในเวทีเสวนาพิเศษ “ลมฝนแปรปรวน ผันผวนวิกฤติคน” ในการประชุมทางวิชาการ มก.ครั้งที่ 64 เมื่อไม่นานมานี้ ตอกย้ำ...สถิติใหม่สุดสยอง 48 ปีร้อนไม่หยุด!ด้วยความจริงที่น่าตกใจ “โลก” ของเรามีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมติดต่อกันมานานถึง 48 ปีแล้ว โดยในช่วง 3 ปีล่าสุดถือเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในรอบ 176 ปี และในปีนี้มีความเป็นไปได้ถึง 75% ที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนติดอันดับท็อป 5 ของโลกซ้ำร้ายอุณหภูมิผิวน้ำทะเลยังพุ่งสูงทำสถิติใหม่ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ “มหาสมุทรเดือด” ซึ่งเชื่อมโยงกับ “เอลนีโญ” ที่รุนแรงขึ้นฉายภาพต่อไป...อนาคตของประเทศไทยจึงน่ากังวลอย่างยิ่ง หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังพุ่งสูงไม่หยุด อุณหภูมิในไทยอาจขยับสูงขึ้นอย่างน้อย 4 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะเดือนเมษายนจะกลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดจนน่ากลัว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรค “ลมแดด” หรือ “ฮีตสโตรก” ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แรงงานก่อสร้างและเกษตรกรที่ต้องทำงานกลางแจ้งโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังมีแนวโน้มต้องแบกรับกรรมจากสภาพอากาศที่หนักหน่วงกว่าคนรุ่นปัจจุบันหลายเท่าตัวประเด็นสำคัญมีว่า...การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อ “รายได้” และ “ความยากจน” ของประชาชนอย่างรุนแรงและครอบคลุมในหลายมิติ หนึ่ง...รายได้ต่อหัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า ในอีก 26 ปีข้างหน้า รายได้ต่อหัวของประชากรโลก รวมถึงคนไทยจะลดลงถึง 19% เนื่องมาจากความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อการผลิตนอกจากนี้ ข้อมูลในอดีตยังชี้ให้เห็นว่าในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรง รายได้ต่อหัวของคนไทยเคยลดลงประมาณ 5–7% และในอนาคตประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงระดับแนวหน้าของโลกต่อความเสียหายจากเอลนีโญต่อเนื่องไปถึง...ภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟู ความยากจนอาจรุนแรงขึ้นจากการที่ประชาชนต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ควรจะใช้จ่ายในด้านอื่น ไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือนหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยหลังจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น การกำจัดโคลนออกจากบ้านหลังน้ำท่วมอีกทั้ง...ผลกระทบต่อภาคเกษตรและแรงงาน เกษตรกรไทยกว่า 42% เผชิญกับปัญหาฝนแล้งและขาดแคลนน้ำ ขณะที่อีก 23.6% ประสบภัยน้ำท่วมและโคลนถล่ม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้หลักของครัวเรือนเกษตร ผนวกกับ...ความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่ ซึ่งผลกระทบด้านรายได้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบหนักกว่าภาคอื่นๆ และจัดอยู่ในโซนที่มีความเสี่ยงสูงอีกเรื่องที่สำคัญคือ...วิกฤติค่าครองชีพและความมั่นคงทางอาหาร ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะทำให้ ราคาอาหารแพงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาหารได้ยากขึ้น มีการประเมินว่ารายได้ของครัวเรือนอาจลดลงถึง 13%หรือ...คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสำหรับประเทศไทยสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาททั้งหมดเหล่านี้นำไปสู่ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจภาพรวม ผลกระทบยังลามไปถึงธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมแฟชั่นที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบ (ฝ้าย) ที่สูงขึ้นจากภัยแล้ง และสถาบันการเงินที่เผชิญความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เนื่องจากธุรกิจเสียหายจากภัยธรรมชาติซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนซ้ำเติมสถานะทางการเงินของประชาชนในวงกว้างประหนึ่งว่า...เศรษฐกิจพังเป็นโดมิโน-ธุรกิจยักษ์ใหญ่กระเทือน รศ.ดร.วิษณุ บอกอีกว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องอากาศ แต่กำลังลามไปทั่วระบบเศรษฐกิจ อย่างอุตสาหกรรมแฟชั่นแบรนด์ระดับโลกอย่าง H&M ก็เริ่มกระทบ หลังวัตถุดิบหลักอย่าง “ฝ้าย” ขาดแคลนและต้นทุนพุ่งสูงจากภัยแล้งภาคการเงิน...ธนาคารพาณิชย์เผชิญความเสี่ยงสูงจากการปล่อยกู้ให้ธุรกิจที่อาจล้มละลายเพราะภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและแผ่นดินไหว พลังงาน...ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงถูกบีบด้วยกฎหมายให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและต้องปรับตัวสู่พลังงานหมุนเวียนขนานใหญ่ตอกย้ำข้อมูลจาก German Watch ระบุว่า “ประเทศไทย” มีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก (เมื่อดูเฉพาะปี 2564) และอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในระยะยาว 20 ปี งานวิจัยระบุด้วยว่าในอีก 26 ปีข้างหน้า รายได้ต่อหัวของคนไทยจะลดลงถึง 19% โดยภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดบทสรุปที่น่ากลัวที่สุดคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” เมื่อโลกเดือดขึ้น บรรจุภัณฑ์ที่เคยใช้ก็อาจไม่ทนความร้อน ทำให้อาหารเน่าเสียง่าย ประกอบกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ยิ่งทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงจนเข้าถึงยาก มีการประเมินว่าภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะทำให้รายได้ครัวเรือนไทยวูบหายไปราว 13%หรือ...คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม