“ความยุติธรรมคือบ่อเกิดแห่งสันติสุข” สุ้มเสียงหนักแน่นจากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) เดินทางเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประเมินสถานการณ์และยกระดับแผนความปลอดภัยในพื้นที่ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาพร้อมทั้ง...สั่งรื้อคดีสำคัญทำความจริงให้ปรากฏ ยุติความระแวง เรียกคืนศรัทธาประชาชนย้ำว่า...“พื้นที่ชายแดนใต้มีความละเอียดอ่อนสูง ภารกิจความมั่นคงจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนา โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานใช้การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใสเพื่อให้ความจริงปรากฏโดยเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นอาวุธสำคัญในการหยุดยั้งความหวาดระแวงและการบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่”พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ในการจัดการสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อ “ความยุติธรรม” ถูกยกขึ้นมาเป็นอาวุธหลักในการเรียกศรัทธา ท่ามกลางสถิติความรุนแรงที่ยังคงทรงตัวและมีความซับซ้อนขึ้น นักวิชาการด้านความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่าการที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกฯ และ ผอ.รมน. ประกาศรื้อฟื้นคดีค้างคาและ...ย้ำหลักการ “ความยุติธรรมคือบ่อเกิดแห่งสันติสุข” ถือเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ...มิติความยุติธรรมนำการเมืองนี้เป็นการลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ในอดีต “ความไม่เป็นธรรม” คือปุ๋ยชั้นดีในการบ่มเพาะนักรบรุ่นใหม่ หากมีการรื้อคดีสำคัญที่สังคมกังขาก็จะเป็นการ “ถอนฟืนออกจากกองไฟ”เพื่อทำลายความชอบธรรมในการใช้ “ความรุนแรง” ของ “กลุ่มผู้เห็นต่าง”“เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐกล้าจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ทำผิด หรือกล้าเปิดเผยความจริงที่เป็นปมประวัติศาสตร์...ความเชื่อมั่น จะกลายเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ชาวบ้านถูกชักจูงเข้าสู่กระบวนการก่อเหตุ”การสร้างภูมิคุ้มกันระดับมวลชน นำไปสู่การเดิมพัน “ศรัทธา” ท่ามกลางตัวเลขความรุนแรงที่ไม่นิ่งพลิกแฟ้มข้อมูลสถิติช่วงต้นปี 2569 พบว่าแม้จำนวนเหตุการณ์จะไม่ได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ “เป้าหมาย” เปลี่ยนไปเน้นที่ “เจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการ” และ “โครงสร้างพื้นฐาน” มากขึ้นสถิติชี้ว่าความสูญเสียตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร อส. สูงกว่าประชาชนทั่วไป สะท้อนต่อเนื่องไปถึงว่า...การรบในเชิงยุทธวิธีที่ฝ่ายก่อเหตุมีความชำนาญพื้นที่อีกประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ยุทธศาสตร์ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม นี่คือความพยายามแก้ปัญหา “อิทธิพลท้องถิ่น” และ “อำนาจรัฐที่บิดเบี้ยว” เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐโดยไม่ต้องระแวงว่าจะถูกกลั่นแกล้ง...ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแนวทางปฏิบัติจะเดินหน้าได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไรเพราะ...การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่ว่าคนผิดจะเป็นใครหรือมีอำนาจแค่ไหน เจ้าหน้าที่ต้องกล้าจัดการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อพิสูจน์ให้คนพื้นที่เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับความโปร่งใส ไม่ใช่แค่การสร้างภาพทางการเมืองย้ำว่า...ยุทธศาสตร์ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ถือเป็นการสู้กับ “โครงสร้างอำนาจมืด” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หยั่งรากลึกมานาน ในทางทฤษฎีนี่คือการสร้างความเสมอภาคหน้ากฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติลงลึกในรายละเอียดนั้นมีความท้าทายมากมายนัก?คำว่า “ปิดชื่อ” ไม่ได้หมายถึงการปิดบังชื่อผู้กระทำผิด แต่หมายถึงการ “ไม่สนว่าชื่ออะไร...ลูกใคร...ตำแหน่งไหน” โดยให้พิจารณาที่ “พฤติกรรม” หรือพยานหลักฐานเป็นหลักเป้าหมายเพื่อทลายระบอบ “บ้านใหญ่” หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่มักใช้เส้นสายทางการเมืองหรือความสนิทชิดเชื้อกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออยู่เหนือกฎหมายถ้าทำได้จริง ภาพที่จะเกิดขึ้น...หากตรวจสอบพบความผิด เช่น การทุจริตงบประมาณ, การค้ายาเสพติด หรือการละเมิดสิทธิ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการทันทีโดยไม่ต้องรอ “สัญญาณ” จากเบื้องบนเมื่อเป็นเช่นนี้ความท้าทายสำคัญที่ “รัฐบาล” ต้องเจอในการทำเรื่องนี้ให้เป็นความจริง มี 3 มิติหลัก...มิติที่ 1 ระบบราชการและเส้นสาย เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมักกังวลเรื่องการถูก “ย้าย” หรือถูก “เช็กบิล” หากไปแตะต้องผู้มีอิทธิพลที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติหรือผู้ใหญ่ในกองทัพนายกรัฐมนตรีต้องสร้าง “กลไกคุ้มครองพยานและเจ้าหน้าที่” ที่เข้มแข็ง หากเจ้าหน้าที่ทำตามระเบียบต้องได้รับการการันตีว่าจะมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่ใช่ถูกโดดเดี่ยวมิติที่ 2 การเมืองเรื่องงบประมาณ ในพื้นที่ชายแดนใต้ งบประมาณจำนวนมากถูกส่งลงไปเพื่อการพัฒนา หากไป “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กับกลุ่มทุนที่คุมโครงการก่อสร้างหรือจัดซื้อจัดจ้าง อาจเกิดการขัดผลประโยชน์อย่างรุนแรง...ต้องใช้ “เทคโนโลยีความโปร่งใส” เข้ามาช่วย เช่น การเปิดเผยทีโออาร์และรายชื่อผู้ชนะประมูลแบบสาธารณะ เพื่อให้ “พฤติกรรม” ถูกตรวจสอบได้ด้วยสายตาประชาชน ไม่ใช่แค่สายตาเจ้าหน้าที่มิติที่ 3 กระบวนการยุติธรรมทางอาญา การรื้อคดีเก่ามักติดปัญหาเรื่อง “พยานหลักฐานสูญหาย” หรือพยานบุคคลไม่กล้าให้การเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ต้องบูรณาการร่วมตำรวจ, อัยการ, ศาล, ศอ.บต. เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมในพื้นที่เป็นแบบฟาสต์แทร็ก ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะคาดหวัง...นโยบายนี้อย่าเป็นเพียง “ยาหอม” สร้างภาพ...จับได้แต่ “ปลาซิวปลาสร้อย”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม