ปัญหา “ไฟป่า” และ “หมอกควันพิษ” ทำให้ผู้คนทางภาคเหนือต้องทนทุกข์ทรมานเสี่ยงอันตรายจากการสูดอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นจิ๋วพิษ “PM 2.5” ที่สำคัญหน้าแล้งปีนี้ดูเหมือนจะ หนักหนาที่สุดครั้งหนึ่ง แต่...ไฟป่าบนดอยช้างป่าแป๋ ถูกสยบได้ด้วยชาวปกาเกอะญอ“ดอยช้างป่าแป๋” หรือ “ต่าหลู่เก่อชอ” ในภาษาปกาเกอะญอ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาติพันธุ์ที่มีประวัติยาวนาน โดยมีการย้ายถิ่นฐานบริเวณทั่วทั้งดอยนี้สามครั้ง ก่อนจะพบว่าบริเวณที่เรียกว่า “หลังช้าง” นั้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยและอยู่ที่บริเวณนี้มาจนถึงปัจจุบันหากเรามองจากดอยอินทนนท์ จะเห็นแนวป่าที่กว้างใหญ่ของดอยช้างป่าแป๋ กินพื้นที่แนวเขตแบ่งระหว่างจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 21,300 ไร่ และป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง โดยในแต่ละปีมีปริมาณน้ำไหลออกจากพื้นที่มากกว่า 600 ล้านลิตรและ “ชาวปกาเกอะญอ” ส่วนใหญ่ที่สยบไฟป่าได้ก็คือเยาวชนแห่งบ้านดอยช้างป่าแป๋ หมู่บ้านปกาเกอะญอเก่าแก่แห่งอำเภอบ้านโฮ่ง ก่อตั้งมาร่วม 200 ปี รวมกลุ่มกันขึ้นไปดับไฟป่าบนเขาด้วยวิธีคิดและนวัตกรรมการดับไฟแบบใหม่ที่น่าสนใจ ประเด็นสำคัญคือ วิธีการจัดการไฟป่าบนดอยช้าง จังหวัดลำพูน ที่มีน้องๆเยาวชนจากบ้านดอยช้างป่าแป๋เป็นกำลังสำคัญ บนหนทางขึ้นไปบนยอดดอยระดับความสูง 1,400 เมตร ไม่มีถนนนอกจากเส้นทางเดินเล็กๆในป่า เยาวชนเหล่านี้ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะพาเราค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นไปสลับกับการเดินเท้าไม่นานนัก กลางป่าลึกบนดอยมีถังน้ำขนาด 200 ลิตรจัดวางเรียงรายหลายสิบถัง แต่ละถังมีท่อประปาเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระเบียบบัญชา มุแฮ หรือ ดิปุ๊นุ แกนนำเยาวชนในหมู่บ้าน บอกว่า ทุกปีนั้นสถานการณ์ไฟป่าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆการดับไฟลำบากดับเปลวไฟหมดแล้ว แต่เชื้อไฟที่ไหม้ติดขอนไม้ ตอไม้ ท่อนซุง ลุกโชนขึ้นมาอีก จึงต้องใช้น้ำเท่านั้นถึงจะช่วยดับไฟป่าได้อย่างสนิทเหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ “แนวกันไฟชุมชน” เป็นสันดอยสูงชันอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ จึงมีแนวคิดการนำถังเหล็ก 200 ลิตรไปติดตั้ง“เรานำถังน้ำไปวางตามจุดต่างๆบนสันดอยหรือหุบดอยที่มีร่องน้ำฝน โดยใช้ผ้ายางหรือไม้ไผ่เพื่อรองน้ำฝนเก็บไว้ดับไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง หลังจากที่ชุมชนได้ดำเนินการติดตั้งถังน้ำ ผลลัพธ์ที่ได้คือควบคุมไฟป่าได้ทันท่วงที ประหยัดเวลา ผ่อนแรงได้มากกว่า”การกำหนดจุดวางถังน้ำแนวกันไฟนั้น บริเวณที่มีไฟขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะหน้าผาที่เป็นจุดเสี่ยงอันตราย เชื้อไฟแรง บริเวณเหล่านี้เป็นจุดที่วางถัง จำนวนถังที่วางในแต่ละจุดขึ้นอยู่กับความแรงของไฟป่า มีจำนวนตั้งแต่ 2 จนถึง 12 ใบ แต่ละจุดห่างกันประมาณ 200 จนถึง 1,000 เมตร ทั้งหมด 140 ถัง 20 จุดที่ผ่านมาเวลาเกิดไฟป่า พวกเขาต้องบรรทุกถังน้ำขึ้นเขาด้วยความยากลำบาก แต่ตอนนี้พวกเขาเก็บน้ำไว้ดับไฟป่าบนเขาแต่เนิ่นๆเลย “น้ำ”...ก็ได้มาจากตาน้ำบนป่าต้นน้ำที่มีน้ำซับไหลออกมาตลอดปี และแน่นอนว่าหากพวกเขาไม่ช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำแล้วจะไม่มีน้ำในการดับไฟป่า ตลอดจนน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงชุมชนชุมชนปกาเกอะญอบ้านดอยช้างป่าแป๋มีวิธีจัดการไฟป่ามานานแล้ว เรียกว่า “วะ–เหม่–โต” เป็นภูมิปัญญาการทำแนวกันไฟรอบไร่หมุนเวียนตั้งแต่สมัยบรรพชน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนั้นมีพิธีกรรมความเชื่อตามชนเผ่าเพื่อเคารพธรรมชาติอย่างสูงสุด เจ้าของไร่และเพื่อนบ้านจะช่วยกันเฝ้าระวังไฟ...ไม่ให้ลุกลามออกนอกเขตแนวกันไฟ จนกว่าไฟในไร่หมุนเวียนจะดับสนิท แต่หลายปีที่ผ่านมาเกิดไฟป่าจากรอบนอกลุกลามเข้ามาในเขตหมู่บ้านที่เป็นไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน ทำให้ไร่ของชาวบ้านไหม้ สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่บริเวณสวนนาของชาวบ้านและพื้นที่สำคัญต่างๆในหมู่บ้านชาวบ้านจึงร่วมใจกันทำแนวกันไฟขึ้นให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำลำพูนและเชียงใหม่ จนกระทั่งปัจจุบันความกว้างแนวกันไฟ 8-10 เมตรและความยาวรอบหมู่บ้าน 30 กิโลเมตร แต่...ปัจจุบันมีการล่าสัตว์ เผาป่า เก็บของป่าเป็นประจำ ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าและลุกลามเข้ามาในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำพูนและเชียงใหม่เป็นประจำทุกปีชาวบ้านป่าแป๋ต้องจัดอาสาสมัครไล่ดับไฟทั้งกลางวันและกลางคืนระหว่างทาง เยาวชนเหล่านี้ชี้ให้ดูเครื่องวัดคุณภาพอากาศ และไอพีคาเมร่า...กล้องวงจรปิดที่ดูภาพสดผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบเครือข่ายได้จากระยะไกลในหมู่บ้านได้ เป็นการเฝ้าระวังไฟป่าว่าเกิดเหตุที่ใด จะได้ส่งคนไปดับไฟได้ทันท่วงที นับเป็นการนำอุปกรณ์เทคโนโลยีราคาไม่แพงมาช่วยในการจัดการไฟป่ารถมอเตอร์ไซค์พาเรามาจนสุดถนน ต่อจากนี้ต้องเดินขึ้นเขาไปจนถึงยอดดอยช้างระดับความสูง 1,400 เมตร จากสภาพป่าด้านล่างที่เราผ่านมา ตั้งแต่ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ จนไต่ระดับความสูงมาถึงป่าบริเวณนี้คือสภาพป่าดิบเขา...สภาพของเรือนไม้และระบบนิเวศไม่ต่างจากบนดอยปุยหรือดอยอินทนนท์บางแห่งชาวปกาเกอะญอแห่งชุมชนบ้านดอยช้างป่าแป๋ที่มีวัฒนธรรมความเชื่อในการรักษาป่ามายาวนาน จะรักษาป่าดิบเขาได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันทำแนวกันไฟ ป้องกันไฟป่าไม่ให้ลุกลามขึ้นไปถึงป่าดิบเขาจนสำเร็จ...มอสส์ ไลเคน พืชเล็กๆที่ใช้เวลาเติบโตหลายสิบปีจึงอยู่รอดก่อนกลับ มีคำถามสุดท้ายกับดิปุ๊นุว่า ทำไม?หมู่บ้านแถวนี้จึงไม่ปลูกข้าวโพดที่มีราคาสูงมากเหมือนกับที่อื่นๆ...“หลายปีก่อน กระแสปลูกไร่ข้าวโพดกำลังเป็นที่สนใจของชาวบ้าน พวกเราจึงไปดูงานหมู่บ้านหลายแห่งที่ปลูกข้าวโพด ส่วนใหญ่เห็นแต่เขาหัวโล้นและความแห้งแล้ง พอกลับมาพวกเราก็คุยแลกเปลี่ยนกันว่าหากปลูกข้าวโพดแล้ววิถีชีวิตและสภาพภูมิประเทศของพวกเราจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด จากบทเรียนที่ได้มาจากการไปดูที่อื่น “สุดท้ายตกลงกันว่า ไม่ปลูกข้าวโพดเด็ดขาด”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม