จิบชารสดีครึ่งป้าน...บทสนทนา “สหายสื่อ” จากหนังสือ “อู๋เหวย อกรรมกิริยา” หักเหไปหาเรื่องพระปิดตา พระปิดทวาร...ผมตั้งใจโม้ นี่คือรหัสธรรมะพระพุทธเจ้าขั้นนิพพาน...ที่เราเรียก “อุเบกขา”พระดำรัสตอบคำถามจากคนแปลกหน้าผู้เดินทางไกลมาจากชมพูทวีปใต้...ถึงหน้าเชตวัน เช้าตรู่วันนั้น “ดูก่อนพาหิยะ ขอเพียงแต่เธอเห็นแล้ว สักว่าเห็น ฯลฯ เธอก็จะสิ้นทุกข์”พระธรรมบท...ตอนนี้ เป็นต้นเค้าเรื่อง “กามนิต” ที่นักเขียนเดนมาร์ก รางวัลโนเบล เขียน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ฟังผมคุยก็ยิ้มหยิบหนังสือปกแข็งขลิบทอง กามนิต ฉบับบ้านช่างปั้นหม้อ (เสฐียร โกเศศ-นาคะประทีบ แปล) ลำดับเลขพิมพ์ 002 ยื่นให้เล่มนี้ตั้งแต่ปกไปถึงหลายๆหน้าใน...เปิดแล้วต้องมโนหาความหมาย...ผมเปิดภาคหนึ่ง/บนดิน ถึงบทที่ 10 รหัสยลัทธิ อรรถกถา สำคัญที่สุดของพวกโจร บทนี้คุ้นใจ...และพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวตอนนี้ กามนิตถูกพวกโจรองคุลีมาลจับเรียกค่าไถ่...แปดค่ำข้างขึ้น กลางคืน ระหว่างรอเวลาไถ่ตัวพวกโจรสาธยายทบทวนกันฟังมีบางคนกล่าวว่า เทวทัณฑ์ย่อมมีแก่โจรด้วย ความข้อนี้ พระสูตรบอกว่า “หามิได้” และว่า “ไม่แน่นัก” โดยเหตุที่แสดงให้เห็นแจ้งสามสถาน คือจากปัญญารู้เหตุผล จากพระเวท และจากภควัทคีตาที่สืบกันมา“เพราะความว่างเปล่า” หมายความตามหลักเหตุผล ถ้าข้าพเจ้าตัดหัวคน ดาบของข้าพเจ้าฟันเข้าไปในระหว่างอนุปรมาณูอันแยกไม่ได้ เพราะอนุปรมาณูนี้มีลักษณะแยกไม่ได้โดยแท้ ดาบของข้าพเจ้า จึงไม่ได้ฟันอนุปรมาณู เพราะฉะนั้น ดาบที่ฟันลงไปจึงเป็นฟันในที่ว่างเปล่าระหว่างอนุปรมาณูก็ความว่างเปล่า ใครเล่าจะเป็นผู้ทำอันตรายได้ เพราะการทำอันตรายในสิ่งที่ไม่มี ก็เท่ากับไม่ได้ทำอันตรายในสิ่งไรๆ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เอาดาบฟันลงไปในที่ว่างเปล่าจึงไม่ต้องรับผิด และจะรับเทวทัณฑ์ไม่ได้ถ้าการฆ่ามนุษย์มีความจริงเป็นเช่นนี้ไซร้ กรรมอย่างอื่นที่มนุษย์ลงทัณฑ์แก่กันเบากว่าการฆ่าคน จะมีความจริงอีกสักเพียงไร? เรื่อง “เหตุผล” ก็มีด้วยประการฉะนี้ บัดนี้จะเล่าถึง “พระเวท” ต่อไปในพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์สอนว่าสิ่งที่มีภาวะอันแท้จริง มีหนึ่งเท่านั้น คือพรหม ถ้าความนี้เป็นจริง การฆ่าก็เป็นมายา ไม่ได้ฆ่าใครในพระเวทกล่าวไว้มากมาย ในตอนที่พระยมบอกแก่นจิเกตด้วยเรื่องพรหม และด้วยเรื่องอื่นๆว่า “ผู้ใดเป็นผู้ประหาร ก็สำคัญเอาว่าตนเป็นผู้ประหาร ผู้ใดถูกประหาร ก็สำคัญเอาว่าตนตาย เขาทั้งสองไม่รู้แจ้งเลย”ข้อที่ทำให้เห็นความจริงในความจริงอันลึกซึ้งเช่นนี้ มีแจ้งอยู่ในภควัทคีตาของพระกฤษณะและพระอรชุน...พระอรชุนมองไปในกองทัพปรปักษ์ เหตุญาติมิตรมีอยู่ในพวกนั้นมากแทบทั้งหมดก็ว่าได้ เพราะพวกปาณฑพกับพวกเการพเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกัน ไม่กล้าสั่งให้กองทัพเข้าไปรุกรบฝ่ายพระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีให้พระอรชุนเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มไปที่กองทัพปรปักษ์ แสดงให้พระอรชุนเห็นว่า... “ผู้ใดเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประหาร ผู้ใดสำคัญว่าตนเป็นผู้ถูกประหาร ทั้งสองผู้นั้นย่อมไม่รู้แจ้งแท้จริงไม่มีใครประหาร ไม่มีใครถูกประหาร เพราะฉะนั้นเธอจงเริ่มรบเถิด”ตอนอายุ 14 ผมอ่านกามนิตตอนนี้ ไม่เข้าใจ...โตขึ้นอ่านธรรมะข้อพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ความว่างเปล่า ความไม่มีตัวตน ซึ่งต่อมาก็เข้าใจว่าคือความหมายของพระนิพพาน...วันนี้อ่านกามนิตเล่มที่ภิญโญตั้งใจพิมพ์ขาย...จึงพอแยกแยะได้ อนัตตาของพุทธศาสนา คือความสุขสงบเย็นส่วนอนัตตา ความว่างในวิชาโจร คือข้ออ้างของพวกโจร...ให้รู้สึกว่าการปล้นฆ่า...เป็นงานในหน้าที่...อือ!ผมก็ว่านะ บ้านนี้เมืองนี้ ยังมีคนคิดอย่างนี้ อย่างน้อยก็พวกหนึ่งคือพ่อค้าน้ำมัน พวกสองนักการเมืองที่หากินกับน้ำมัน.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม