หนังสือเล่มบางๆ “รุกถอยหลัง” นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เขียน สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ พ.ศ.2544 ผมเปิดอ่านทีไร...“หาเรื่อง” มาเขียนได้ทีนั้นเรื่อง “ไทใหญ่ที่แม่ฮ่องสอน” อ่านครั้งนี้เหมือนดูกระจกบานใหญ่ ...สะท้อนให้นึกถึงบ้านเมืองเรานิพัทธ์พรเขียนถึงอ้ายส่างแก้ว วงษ์พา คนไทใหญ่ที่เกิดที่เมืองหมอกใหม่ รัฐฉาน ประเทศพม่า อพยพหนีสงครามมาแม่ฮ่องสอน เมืองไทยได้ยี่สิบกว่าปี มีบัตรประชาชนสัญชาติไทยแต่อ้ายก็ยังรู้สึกตัวเองเป็นไทใหญ่ ดวงตาอ้ายหมองหม่นทุกครั้ง เมื่อพูดถึงบ้านเกิดอ้ายส่างแก้วเล่าว่า สมัยเด็กๆครั้งที่ฉานยังเป็นรัฐใต้อารักขาของอังกฤษ อ้ายยังทันเห็นฝรั่งเข้ามาเก็บภาษีคนไทรัฐฉาน พวกเจ้าและคนรวยเสียภาษีปีละ 12 บาท คนจนๆเสียภาษีปีละ 1 บาทบ้าง 50 สตางค์บ้างฝรั่งจะขับรถจี๊ปเข้ามาปีละสองครั้ง ช่วงหน้าแล้งเดือนยี่ และช่วงปอยจ๊อดออกพรรษาเดือนสิบเอ็ดทุกเดือนสี่ฝรั่งดั้งขอ จะให้รวบรวมเงินภาษีใส่หีบมาตั้งไว้หน้าหอคำของเจ้าฟ้า พอมาถึงพวกฝรั่งก็จะนับเงินด้วยการเอาตีนลงไปเหยียบเงินในหีบ ย่ำดูไม่กี่ครั้งก็จะรู้ว่าได้เงินภาษีมากหรือน้อยช่วงเวลาเก็บภาษี ชาวบ้านจะเดือดร้อนโกลาหล ถูกเกณฑ์มาฟ้อนนกฟ้อนต้อนรับนาย แต่ที่แย่กว่าสำหรับไทใหญ่ก็คือช่วงพวกอังกฤษอยู่ บ่อนการพนันทุกแห่งจะปิดหมด ทำเอาเหงากันทั้งเมืองอ้ายส่างแก้วบอกว่า สมัยก่อนไทใหญ่ทั้งไพร่และเจ้าเล่นการพนันกันมาก บางครั้งเจ้าฟ้าก็จัดงานปอยขึ้นเพื่อเอาภาษีจากคนประมูลเล่นการพนัน เล่นการพนันกันทุกวันทุกเมืองพวกเจ้าก็เล่นในหมู่เจ้า หยิบทองใส่ตราชั่งกันเป็นกำๆ ไม่ใช่แทงทีละรูปี เหมือนชาวบ้านที่ก็เล่นกันทุกบ้านช่องสภาพของบ้านเมืองสมัยมีการพนันงอมแงม อ้ายเล่าว่า คนทุกข์คนยากยังไม่มีเท่าไหร่ เพิ่งมาทุกข์สาหัสจริงๆก็เมื่อตอนตกอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการทหารพม่าอ้ายเล่าอีกว่า เจ้าฟ้ารุ่นใหม่บางท่านพยายามแก้ไขนิสัยติดการพนันของไทใหญ่ แต่ก็สุดความสามารถ ทำอะไรไม่ได้ เพราะ รัฐบาลพม่าหนุนให้เปิดบ่อนมอมเมาคนไทใหญ่เต็มที่จนเมื่อนายพลเนวินปฏิวัติประเทศปี 2505 ชาวไทใหญ่หลายคนเริ่มเกลียดชังเจ้าฟ้า ที่หลายองค์อพยพครอบครัวหนีออกนอกประเทศ“แต่ถ้าเจ้าฟ้าไม่หนีก็คงถูกฆ่าทิ้งก่อนคนอื่น” อ้ายส่างแก้วพูดอย่างเข้าใจความขัดแย้งประดามีเหล่านี้ เป็นเหตุผลให้คนไทใหญ่อพยพ ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่แม่ฮ่องสอน แม่ฮ่องสอนจึงเป็นเมืองสร้างใหม่ใต้กลิ่นอายวัฒนธรรมไทใหญ่ สิ่งปลูกสร้างต่างๆก็ล้วนแต่แสดงอิทธิพลศิลปะไทใหญ่สิ่งน่ารักที่สุด...อ้ายส่างแก้ว ชี้ให้ดูตามมุมเจดีย์ทั่วไปในแม่ฮ่องสอน มีรูปปั้นของสิงห์สองตัวหัวเดียว หน้าเป็นคน เรียกกันว่า “สิงห์สองปุ๋ม” อันหมายถึงสิงห์สองพุงสิงห์ตัวนี้มีไว้เตือนใจคนไทใหญ่ขี้ตะกละ เวลามีงานบุญไม่เคยออกแรง ไม่เคยช่วยเงินในการทำบุญ แต่พอยกอาหารมาจะกินมาก กินจนพุงเดียวไม่พอ ต้องมีสองพุงเก็บอาหารคนพวกนี้ไม่แค่กินมาก ยังกินมูมมาม กินก่อนตุ๊เจ้า (พระ)รวมความที่คนไทใหญ่รัฐฉานเสียเมือง...เริ่มจากเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง เสียภาษีให้ฝรั่ง นิสัยติดการพนันทั้งเจ้าทั้งไพร่ แม้ดูจะไม่ดี แต่ก็ไม่ทำให้คนไทใหญ่ทุกข์ยากหนักหนาส่วนเรื่องนิสัย คนขี้ตะกละ แรงไม่ออก เงินไม่ออก แต่ถึงเวลากินมากกว่าคนอื่น...จนต้องสร้างอนุสาวรีย์สิงห์สองปุ๋มไว้เตือนใจหรือจะไว้ประจาน...ก็เป็นเรื่องนิสัยคน ไม่ก่อความทุกข์ยากเท่ากับ เรื่องที่ทหารปฏิวัติยึดประเทศใครเคยอ่าน “พม่าเสียเมือง” ที่อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนแล้วคิดอย่างไร? เมื่ออ่านไทใหญ่เสียเมืองฉาน ก็คงเข้าใจตรงกัน เพราะพวกนายทั้งโง่ทั้งบ้าอำนาจ...จึงรักษาความประเทศไว้ไม่ได้.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม