เหมือนนายกฯกำลังอยู่ในโลกคนละใบกับประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) พลิกมุมคิดต่อข้อชวนสงสัยจากท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อวิกฤติพลังงาน หลังจากแกนนำพรรค ปชน. อย่างนายรังสิมันต์ โรม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วางทุ่นระเบิดตรวจสอบรัฐบาลถึงราคาน้ำมันสะท้อนถึงการบริหารประเทศเต็มไปด้วยการทุจริต ตั้งข้อสังเกตน้ำมันที่หายไปส่อทุจริตเชิงนโยบายพร้อมยกเหตุการณ์ในวันที่นายกฯเป็นประธานประชุมศูนย์บริหารและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) หลังที่ประชุมสภาฯเลือกนายกฯคนใหม่ ที่ระบุว่า “ประชาชนเผชิญปัญหาน้ำมันในปั๊มไม่พอ เพราะประชาชนกักตุน” ดูสวนทางกับโลกที่ประชาชนเผชิญอยู่หรือกรณีนายกฯรีบด่วนสรุป “ไม่มีไอ้โม่ง” ไม่มีผู้ประกอบการรายใดกักตุนน้ำมัน พูดยังไม่ทันขาดคำ ตำรวจกองปราบไปจับได้ที่ จ.อ่างทอง จนเกิดคำถามทำไมนายกฯเหมือนอยู่ในโลกคนละใบกับพี่น้องประชาชนขอบอกว่าวิกฤติพลังงานที่มันจะรุนแรงและร้ายแรงหากประชาชนขาดความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่โดยเฉพาะถ้าประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่พูดความจริง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ประชาชนก็จะไม่เชื่อเวลาที่รัฐบาลระบุว่ามีน้ำมันพอ พอไม่เชื่อก็อาจมีแนวโน้มเติมน้ำมันถี่ขึ้น จะทำให้เกิดวิกฤติทวีคูณขึ้นไปอีก“กระดุมเม็ดแรกที่รัฐบาลต้องทำ ต้องพูดความจริงกับประชาชน เพื่อทำให้เขาเชื่อมั่นรัฐบาลบริหารตรงจุด ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนถ้านายกฯยังคงสื่อสารข้อสรุปอย่างที่สวนทางกับประชาชนเจอหน้าปั๊มในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าวิกฤตินี้คลี่คลายได้ยากขึ้น”ยิ่งคลอดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ตาม พ.ร.ก.การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2516 ยิ่งเกิดข้อสงสัยทำไมรอบแรกไม่พูดเช่นนี้แต่พอเกิดเหตุการณ์ จ.อ่างทอง รัฐบาลคงปฏิเสธข้อเท็จจริงไม่ได้ และมันต้องไม่จบลงแค่เหตุการณ์อ่างทองเท่านั้น ควรตรวจสอบทุกกรณีอย่างเข้มข้น ไม่ละเว้นใครแม้เป็นรายใหญ่แค่ไหนเป็นบทพิสูจน์รัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ฝ่ายค้านถึงได้พยายามทำหน้าที่ทันทีตั้งแต่วันที่ที่ประชุมสภาเลือกนายกฯ โดยยื่นญัตติด้วยวาจา เพื่อระดมข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล ประธานสภาฯรับปากโหวตนายกฯเสร็จ จะหารือถึงญัตติดังกล่าว ในที่สุดผิดคำพูดตัวเองปิดประชุมหนีญัตติดังกล่าว ทางพรรค ปชน. ถึงยื่นญัตตินี้เป็นลายลักษณ์อักษรนำร่องไปอีกช่องทางหนึ่งประชุมสภาฯครั้งต่อไป คาดมีการเปิดญัตตินี้ให้ สส.ได้อภิปรายข้อเสนอแนะ หวังนายกฯ และ ครม.จะเข้าร่วมประชุม เพื่อชี้แจงในประเด็นที่สงสัยด้วย และจะไม่จบแค่อภิปรายในวันดังกล่าว คงมีการตรวจสอบในปมนี้ต่อ รวมกรณีผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางที่คงยืดเยื้อพอสมควร มีผลกระทบต่อไทยหลายมิติประเด็นนี้เป็นก้อนแรกที่ต้องตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการรับมือและแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน แต่ต้องนัดหารือกับตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นทางการช่วงต้นสัปดาห์นี้ก่อน เพื่อวางแนวทางทำงานร่วมกัน เน้นทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันการเปลี่ยนแปลงร่วมกันผ่านกลไกนิติบัญญัติก้อนที่ 2 พรรค ปชน.ได้ยื่นญัตติเรื่องอื่นเข้าไปด้วย หวังว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นชอบด้วยกัน อาทิ ญัตติติดตามกรณีฟื้นฟูเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่และภาคใต้ก้อนที่ 3 ผลักดันกฎหมาย ที่พรรค ปชน.ยื่นเข้าไปแล้ว 9 ชุด 20 วาระและ 30 กว่าร่าง คงต้องเอาไปพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายค้านว่าเห็นควรร่วมผลักดันด้วยกันหรือไม่ และไปคุยกับรัฐบาลด้วย อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ในช่วงรณรงค์หาเสียงมีหลายพรรคการเมืองพูดถึงกันเยอะมากก้อนสุดท้ายเป็นเรื่องเฉพาะหน้า เตรียมอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เป็นเวทีแรกที่ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมไปถึงอาจอภิปรายถึงความเหมาะสมของคุณสมบัติรัฐมนตรีที่อยู่ใน ครม.ชุดใหม่ด้วยทั้งเป็นความตั้งใจใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า จึงเริ่มต้นตรวจสอบตั้งแต่วินาทีแรก แต่มีข่าวลือออกมาในสัปดาห์นี้จะมีประชุมสภาฯ แค่วันเดียว ก็ต้องเรียกร้องไปถึงประธานสภาฯ ต้องนัดประชุมอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์และขอเรียกร้องให้เพิ่มวันประชุมสภาฯ เป็น 3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเร่งพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนและร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของประธานสภาฯที่ประกาศเอาไว้ต่อสภาฯว่า “ต้องการเพิ่มพื้นที่กฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส.และภาคประชาชน”คดีจริยธรรม 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่ขณะนี้มีหลายคนเป็นแกนนำพรรค ปชน. มีแนวโน้มถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร นายพริษฐ์ บอกว่า ขอย้ำสิ่งที่ 44 คนเสนอร่างกฎหมาย ไม่ควรนำไปสู่ การถูกตัดสิทธิทางการเมือง“พรรค ปชน.ได้วางแผนล่วงหน้าพอสมควร สมมติวันใดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเรื่องไปที่ศาล คาดน่าจะเร็วๆนี้ศาลรับเรื่อง สมมติมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กระทบถ้าเป็น สส.ปัจจุบันอยู่ที่ 10 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ แม้สามารถทำงานนอกสภาฯได้ที่เกี่ยวกับภารกิจพรรคบทบาทในสภาฯก็เตรียมการเอาไว้ เห็นภาพชัดเจนที่สุด ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส.มากที่สุดในซีกฝ่ายค้าน ก็ต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งหัวหน้าพรรค”ผู้นำฝ่ายค้านไม่ใช่แค่เป็นตำแหน่งในเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น 1 ในกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ และยังมีบทบาทสำคัญอย่างเป็นทางการอีกหลายกรณี ความจริงก็เคยเกิดขึ้นมาในสมัยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก่อนเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นนายชัยธวัช ตุลาธน เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านฉะนั้นกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เชื่อว่าสามารถทำงานอย่างเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาล บางกรณีอาจตรวจสอบเชื่อมโยงไปถึงองค์กรอื่นด้วย อาทิ คดีฮั้วเลือก สว. เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งตรวจสอบและเรียกร้องต่อสังคม คดีนี้ต้องจับตาดูการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างใกล้ชิดพรรค ปชน.เกาะติดคดีฮั้วเลือก สว. คดีเลือกตั้ง สส.บัตรมีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ตรวจสอบรัฐบาลบนสถานการณ์ที่ติดหล่มสมรภูมินิติสงคราม ตัวใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน รับภาระหนักอึ้งตรงนี้ได้อย่างไร นาย พริษฐ์ บอกว่า แม้ถ้าเราสูญเสียบุคลากรไป 10 คนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยในเชิงปริมาณและมีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอาทิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รับผิดชอบนโยบายพรรค ก็ยังช่วยพรรค โดยไม่ต้องเข้ามาอภิปรายในสภาฯ อีกตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้าน ก่อนหน้านั้นนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ทำหน้าที่อยู่ขณะที่บทบาทการอภิปรายในหลายเรื่อง อย่างนายรังสิมันต์ โรม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งรอบนี้นายวิโรจน์ตัดสินใจไม่ลงสมัคร สส. แต่นายรังสิมันต์อยู่ 1 ใน 10 ที่อาจถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เอาเป็นว่าพรรค ปชน.รู้โจทย์นี้มานาน เตรียมพร้อมพอสมควร ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าสามารถทำงานมีประสิทธิภาพเท่ากับที่วางแผนไว้หรือไม่รัฐบาลแข็งแกร่งมาก มีองค์กรต่างๆเป็นแนวร่วม แต่พรรค ปชน. ถูกบอนไซ ด้อมส้มอาจเป็นห่วงว่าภายในพรรคระส่ำระสาย นายพริษฐ์ บอกว่า คิดว่ารัฐบาลไม่มีเอกภาพ แม้มีจำนวน สส.กว่า 290 เสียง แต่ปรากฏการณ์งูเห่าจากพรรค ปชน.ที่เกิดขึ้น มันบ่งบอกมีอะไรบางอย่างทฤษฎีหนึ่งที่หลายคนมี กรณีรัฐบาลดูเหมือนเสียงในสภาฯ พอแล้ว ท่ามกลางยิ่งมีข่าวลือออกมาว่ามีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้องในครั้งนี้ ยิ่งเกิดคำถามเข้าไปใหญ่ว่าแรงจูงใจของรัฐบาลคืออะไรทฤษฎีนี้มีความเป็นไปที่กลุ่มก๊วนหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลต้องการเพิ่มจำนวน สส.เพื่อต่อรองตำแหน่ง รมต. สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนเสียงรัฐบาลดูผิวเผินเหมือนมีมากพอ แต่ความเป็นเอกภาพระหว่างกลุ่ม สส.มีจริงหรือไม่ท้ายสุดพรรคที่รวมตัวของกลุ่มคนไม่มีอุดมการณ์ตรงกันแต่เป็นการรวบรวมตัวของกลุ่มที่มีผลประโยชน์ลงตัวปัญหาแบบนี้มันย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม