เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น “ในโรงเรียนแห่งหนึ่งอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา” สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงในเด็ก–เยาวชนอย่างน่ากังวลใจทั้งมิติในครอบครัว การใช้สารเสพติด และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุที่เด็กและเยาวชนเติบโต “ท่ามกลางแวดล้อมอันเลวร้าย” มักกระทบพัฒนาการด้านอารมณ์นำไปสู่พฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ขาดการยับยั้งชั่งใจ มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาทำร้ายผู้อื่น หรือก่อเหตุร้าย ส่งผลกระทบลุกลามไปสู่ระดับสังคม สร้างความหวาดกลัว และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะหากปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไป “ไม่มีมาตรการป้องกัน” อาจก่อให้เกิดวงจรความรุนแรงส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในเรื่องนี้ พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มองว่าสำหรับพฤติกรรมเด็กก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน อ.หาดใหญ่ ไม่สามารถระบุแรงจูงใจได้ “ต้องอาศัยการประเมินเชิงลึกรายบุคคล” เพราะสาเหตุของความรุนแรงเกิดได้หลายปัจจัย เช่น ปัญหาสุขภาพจิต ความกดดัน ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์รอบตัว แม้แต่การใช้สารเสพติดซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในแต่ละคนลักษณะนี้ต้องประเมินอย่างรอบด้าน “ไม่อาจสรุปพฤติกรรมภายนอกได้” อย่างไรก็ดีโดยพื้นฐานแล้วพฤติกรรมความรุนแรงมักสะท้อนปัญหาการควบคุมอารมณ์ การจัดการกับความเครียด หรือแรงกดดันที่เผชิญอยู่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับคนปกติทั่วไป “ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตเวช” เพราะเมื่อทุกคนต้องเผชิญสถานการณ์ตึงเครียด หรือปัญหาที่รู้สึกว่ารับมือไม่ไหวจนไม่สามารถหาวิธีจัดการที่เหมาะสมได้ก็จะเลือกใช้ความรุนแรงเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหา แม้ว่าวิธีดังกล่าวนั้นจะไม่ถูกต้อง และส่งผลเสียร้ายแรงก็ตาม อีกปัจจัยคือ “การเรียนรู้ผ่านการสังเกตและเลียนแบบ” โดยเฉพาะเมื่อเคยเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงจากสื่อ หรือประสบการณ์ใกล้ตัว ทำให้ต้องหลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดเชิงลึกของเหตุรุนแรงในข่าวเพราะการเผยแพร่ข้อมูลที่ละเอียดเกินไป “เป็นต้นแบบให้บางคน” โดยเฉพาะเยาวชนมักนำไปเลียนแบบเมื่อเห็นตัวอย่าง และรับรู้ผลลัพธ์จากความรุนแรงแล้วได้สิ่งที่ต้องการก็มีแนวโน้มกระทำซ้ำหรือรุนแรงขึ้นส่วนด้านสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญ “หากเด็กเติบโตใช้ชีวิตในแวดล้อมที่มีความรุนแรงเป็นปกติ” ก็จะเคยชินจนมองว่าความรุนแรงเป็นวิธีหนึ่งในการจัดการปัญหา ดังนั้นสาเหตุพฤติกรรมรุนแรงเกิดได้หลายปัจจัยทั้งการควบคุมอารมณ์ การเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ และอิทธิพลสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปแล้วยิ่งกรณี “บุคคลนั้นมีการใช้ยาเสพติดร่วม” ก็จะเป็นปัจจัยต่อพฤติกรรมความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะสารเสพติดบางชนิดมักจะมีผลต่อการตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ การควบคุมอารมณ์ ทำให้ผู้ใช้มีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากกว่าเดิม และยังกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว การเรียน การทำงาน และสุขภาพอีกด้วยด้วยแม้ว่าสารเสพติดหลายประเภทจะออกฤทธิ์ต่างกัน “ทุกชนิดก็ล้วนแต่ส่งผลต่อสมอง” เพียงแต่จะกระทบต่อส่วนใด และลักษณะใดแตกต่างกันไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสารเสพติดชนิดใดก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพจิต หรือพฤติกรรมในระยะยาว เช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการป้องกัน และแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจังทว่าหากมาพิจารณาในแง่ “พัฒนาการของเด็ก และเยาวชนช่วงวัยเปราะบาง” ในทางจิตวิทยาไม่อาจระบุช่วงวัยได้ชัดเจน เพราะช่วงอายุของเด็กมีพัฒนาการทั้งทางอารมณ์ และทักษะการจัดการปัญหาต่างกัน ทั้งความเครียดแต่ละวัยก็ต่างกัน “อายุจึงไม่ใช่ตัวบ่งชี้ความเปราะบาง” แต่อยู่ที่เด็กมีทักษะการปรับตัวจัดการความเครียดได้เพียงใด หากรับมือปัญหาไม่เหมาะสมก็เพิ่มความเสี่ยงต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามพัฒนาการของคนมักปรับเปลี่ยนสามารถฟื้นฟูได้ตลอดชีวิต หากได้รับการดูแลที่เหมาะสมเช่นนี้การเลี้ยงดูเด็กไม่นำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวนั้นมีแนวทางป้องกันหลักพื้นฐานอยู่ 2 ประการ คือ 1.การมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพราะเด็กควรเติบโตอย่างเอาใจใส่ และ 2.การทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ทั้งด้านอารมณ์ และสภาพแวดล้อม เพราะเด็กที่รู้สึกว่าตนเองมีที่พึ่งมักจัดการอารมณ์และปัญหาได้ดีหลักการนี้มักจะช่วยลดความเสี่ยงต่อ “พฤติกรรมก้าวร้าวหรือความรุนแรงในอนาคต” แล้วเรื่องนี้ก็เริ่มได้ไม่ยากเพียงแค่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ และมีพื้นที่สื่อสารในครอบครัว พร้อมส่งเสริมค่านิยมความเข้าใจไม่ใช้ความรุนแรง ก็ช่วยลดปัญหาและสร้างสังคมที่มั่นคงได้อย่างปลอดภัยอย่างเช่น “การแสดงความรักในครอบครัว” โดยแสดงออกได้หลายวิธีอย่างกล่าวคำชมเมื่อเด็กทำสิ่งใดได้ดีจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในเด็ก หรือการแสดงออกผ่านการสัมผัสภาษากาย การกอด การลูบศีรษะ การยกนิ้วโป้ง หรือท่าทางเล็กๆสื่อถึงความภาคภูมิใจ สิ่งนี้จะทำให้เด็กรู้สึกว่าฉันทำได้ ฉันเก่ง และมีคนภูมิใจในตัวเองเรื่องนี้สามารถแสดงความรักได้ทุกวัน “เด็กจะมีจุดดีให้พ่อแม่มองเห็นชื่นชมได้เสมอ” เพียงแต่หลายครอบครัวมักใช้วิธีตำหนิเมื่อเด็กทำผิด โดยเฉพาะตำหนิพุ่งเป้าไปที่ตัวเด็กมักไม่ช่วยแก้ไขพฤติกรรมเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นควรเปลี่ยนการตำหนิตัวเด็กมาเป็นว่า “แม่ไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้” ทั้งอธิบายสิ่งที่อยากให้ปรับปรุง วิธีนี้ช่วยให้เด็กรู้ว่า “ไม่ได้ถูกปฏิเสธ หรือถูกตัดสินเป็นคนไม่ดี” แต่ยังสามารถแก้ไขพฤติกรรมที่ดีได้แต่หากเผลอใช้อารมณ์ดุลูกแรงเกินไป “ซ่อมแซมได้โดยตั้งสติ” ซึ่งยอมรับว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้แล้วกล่าวขอโทษ และอธิบายเหตุผลที่โกรธ หรือสิ่งที่อยากให้ลูกปรับปรุง พร้อมเปิดโอกาสให้พูดคุยกันอย่างเข้าใจเมื่อสถานการณ์คลี่คลายควรใช้เวลาร่วมกับลูก หรือชื่นชมสิ่งที่ลูกทำดี เพื่อเยียวยาความรู้สึกซ่อมแซมความสัมพันธ์ หากวันใดเหนื่อยอารมณ์ไม่ดีก็บอกลูกล่วงหน้า ขอเวลาพัก เพื่อลดโอกาสใช้อารมณ์รุนแรงสุดท้ายนี้ฝากข้อคิดว่า “การป้องกันปัญหาความรุนแรงในเด็ก” ควรเริ่มต้นจากครอบครัว และสังคมรอบตัวเด็กด้วยการสร้างบรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น และความรู้สึกปลอดภัย เพราะเด็กเติบโตในแวดล้อมที่มีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และมีที่พึ่งทางใจ จะช่วยลดโอกาสการแสดงพฤติกรรมรุนแรงในอนาคตได้ฉะนั้นการป้องกันปัญหาความรุนแรงในเด็ก–เยาวชนต้องอาศัยความร่วมมือทั้งครอบครัว โรงเรียน สื่อ และสังคมโดยรวม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรัก ความปลอดภัย อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทางอารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสมของเด็กในระยะยาว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม