โรดแม็ปภูมิใจไทย เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ หนึ่งในแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แย้มมุมคิดให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพื่อปฏิรูปการเมืองโดยเปิดประตูเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามประชาชนซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ออกเสียงผ่านประชามติ 21.66 ล้านเสียงหลังพรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและ สส.ร่วมลงชื่อยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) แห่งราชอาณาจักรไทย โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ต่อประธานรัฐสภานายนิกร บอกถึงข้อชวนสงสัยของสังคมที่รัฐบาลไม่เดินหน้าเรื่องนี้ โดยยกเหตุจากคำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่เคยวินิจฉัยให้ “รัฐสภา” เป็นฝ่ายดำเนินการ เป็นที่มาของนายอนุทินต้องสวมหมวกผู้นำพรรคใหญ่ที่สุดในสภา นำทัพมายื่นร่างด้วยตัวเองพรรคภูมิใจไทยจะทำลายอาถรรพณ์ได้อย่างไรในการผ่านร่าง รธน.ฉบับใหม่ นายนิกร บอกให้เห็นถึงความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้“หัวหน้าพรรคตั้งใจ—ภูมิใจไทยพูด…แล้วทำ”ก่อนอธิบายย้อนเข็มนาฬิกาถึงคำถามประชามติร่าง รธน.ที่ตั้งต้นจากที่ประชุมรัฐสภาก่อนยุบสภา และติดเงื่อนเวลา ครม.ยุครัฐบาลเสียงข้างน้อยต้อง “ดัดคำถามใหม่ให้ตรงกับอำนาจของ ครม. นำไปสู่การรณรงค์ให้ความเห็นชอบ ผม-หัวหน้าพรรคก็เห็นชอบ จนได้มา 21.66 ล้านเสียงแต่เกิดความสับสนระหว่างประชามติทำ รธน.ใหม่กับจะต้องเดินต่อในร่างแก้ไข รธน.ที่ค้างในรัฐสภา ประเด็นคือ ร่างนี้เป็นต้นเหตุความขัดแย้งทำให้ยุบสภา รวมถึงร่างหลักเป็นของพรรคประชาชน มีประเด็นเยอะ “หลักการร่างหลักมีอิทธิพล” แก้จากร่างหลักไปมากไม่ได้ มันถูกล็อกเอาไว้“ภูมิใจไทยถึงดำเนินการใหม่ โดยนายกฯระบุว่าถึงอย่างไรต้องทำ เพราะเป็นคำสั่งประชาชน ในนโยบายรัฐบาลไม่มี รัฐบาลไม่มีหน้าที่ทำ รธน.ฉบับนี้ มันเป็นภาระของรัฐสภาแต่พอรัฐบาลไม่รับร่างที่ตกค้างในรัฐสภา ก็ถูกกล่าวหาไม่จริงใจ พอยื่นร่างแก้ไข รธน.เป็นพรรคแรก ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ตกลงเอาอย่างไร ให้ทำหรือไม่ ภูมิใจไทยเดินหน้าแล้วโดยได้ยกร่างรอเอาไว้แล้ว แต่กังวลปัญหาปากท้อง พอรัฐบาลออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ช่วยเหลือประชาชน หมดห่วงปัญหาตรงนี้ก็กลับมาทำตามคำสั่งประชาชน”ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวไปเปิดแง้มดูการเสนอร่างแก้ไข รธน.ต่อรัฐสภาจำนวน 23 มาตราพบว่า กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 100 คน ทำหน้าที่จัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 360 วันนับแต่วันประชุม ส.ส.ร.ครั้งแรกที่มา ส.ส.ร.โดยสมาชิกรัฐสภาเลือก ส.ส.ร.ภายใน 60 วันนับแต่มีเหตุการณ์จัดทำ รธน. มาจากผู้สมัครจังหวัดละ 1 คน ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 23 คน ซึ่งเป็นสาขากฎหมายมหาชน 7 คน สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่าง รธน. 8 คนทั้งนี้การได้มาของ ส.ส.ร.ได้กำหนดสัดส่วนของ ส.ส.ร.ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กรณี สส.ให้กำหนดสัดส่วนของ ส.ส.ร.ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวน สส.ของแต่ละพรรคการเมืองหลักเกณฑ์และวิธีการเป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนดเมื่อได้ ส.ส.ร.ครบ 100 คน ก็ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน.ไม่เกิน 45 คน ตั้งจาก ส.ส.ร. 2 ใน 3 ของ กมธ.ที่เหลือตั้งจาก ส.ส.ร.สำรองส.ส.ร.ตั้ง กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำหน้าที่รับฟัง รวบรวมความคิดเห็นของประชาชน เสนอต่อ กมธ.ร่าง รธน. ไม่เกิน 45 คน ตั้งจาก ส.ส.ร. 1 ใน 3 จาก ส.ส.ร. 1 ใน 3 แต่งตั้งจากบุคคลอื่น 1 ใน 3กรอบการร่าง รธน. “เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เปลี่ยนแปลงการปกครอง” หรือแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ “ไม่ได้”เมื่อยกร่าง รธน.เสร็จ ส.ส.ร.นำเสนอรัฐสภาให้ความ เห็นชอบภายใน 30 วัน หากรัฐสภาให้แก้ไข ให้ส่งร่างคืน ส.ส.ร.พิจารณา หรือยืนยันร่าง รธน.ภายใน 30 วัน ภายใต้ คะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เมื่อ สส.แก้ไขตามความเห็นของรัฐสภาหรือยืนยันร่างให้แจ้งต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งซึ่งการออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธีเรียกชื่อ ลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยร่าง รธน.ฉบับใหม่ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาฯทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในจำนวนนี้ต้องมี สส.จากพรรคที่ไม่ได้มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรี ประธานสภาฯ รองประธานสภาฯเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคดังกล่าวรวมกันและ สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาชะลอร่าง รธน. เอาไว้ 3 วัน ก่อนประธานรัฐสภาส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 7 วัน เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติหากมติไม่เป็นไปตามที่กำหนด ร่าง รธน.เป็นอันตกไปแต่ ครม.หรือ สส. 1 ใน 3 ของ สส.ทั้งหมด หรือ สส.และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของทั้งสองสภา เสนอต่อรัฐสภาให้จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยถือคะแนนเสียงข้างมากของรัฐสภาเมื่อดูเนื้อหาทั้งหมดหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตพรรคภูมิใจไทยกินรวบ ส.ส.ร.ส่วนใหญ่ เพราะ สว.เสียงส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงินและเสียงข้างมากในสภาเป็นของพรรคภูมิใจไทย นายนิกร บอกว่า โครงสร้าง ส.ส.ร.ยึดหลัก “แฟร์ที่สุด” จัดสัดส่วนตามจำนวน สว.และ สส.ของแต่ละพรรคเป็นหลักประกันไม่โดนเสียงข้างมากกินรวบแน่นอน“ที่วิพากษ์วิจารณ์ สว.เป็นของสีนั้นสีนี้ เป็นความเชื่อที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ สว.เป็นองค์กรหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่ถูกยุบเลิกไป ถือว่ามี 200 คน และ สส.มี 500 คน สัดส่วนตรงนี้เป็นไปตามการปกครองโดยระบบรัฐสภามี 2 สภา ยึดเสียงข้างมากตามเกณฑ์ที่ประชาชนเลือกมา สัดส่วนตรงนี้ รธน.คุ้มครอง เป็นไปตามกลไกบ้านเมืองหลักการนี้ กว่าจะมีเลือก ส.ส.ร.ราวเดือน มี.ค. 70 ผมไม่ได้แช่ง สมมติมีการยุบสภา เลือกตั้งกลับมาพรรคประชาชนได้ 300 เสียง สัดส่วนนี้ที่ประชาชนเลือกมาก็อยู่ในมือคุณ ก็ต้องเคารพ”ทั้งหมดเป็นไปตามหลักการเสียงข้างมาก และหลักการเคารพเสียงข้างน้อย ขอยืนยันกลไกการเมืองนี้แฟร์ที่สุดแล้ว และการเลือก ส.ส.ร.ในรัฐสภาก็ยังไม่ได้กำหนดเป็นรายละเอียด ต้องไปหารือกันตามร่างที่ระบุว่า เป็นไปตามที่รัฐสภากำหนด หลังประธานรัฐสภาเชิญวุฒิสภา ฝ่ายค้าน รัฐบาลหารือกันยกตัวอย่าง กทม.มี สส.ประชาชนทั้งหมด ยกให้พรรคนี้เป็นคนชี้ ส.ส.ร. วุฒิสภาชี้ ไม่ใช่ อาจจับสลากก็ได้ว่า 77 จังหวัด ใครได้เลือกจังหวัดไหน ใครจะไปรู้ มันเกิดขึ้นหลังจากผู้สมัคร ส.ส.ร.ผ่านรอบจังหวัดเข้ามา กลไกตรงนี้ต้องไปคิดภูมิใจไทยอาจได้เลือกของ กทม.ก็ได้ ถ้าหากจับสลากได้ หรือพรรคประชาชนอาจได้เลือกที่บุรีรัมย์ได้ ใครจะไปรู้กลไก แต่อย่าไปคิดว่า “พอไม่ได้เปรียบก็ถูกหาว่าถูกโกง” มันไม่ได้ ทั้งหมดเป็นไปตามกติกาฉะนั้นก่อนไปถึงตรงนี้ ย้อนดูไทม์ไลน์แก้มาตรา 256 เป็น “รธน.ฉบับรอยต่อ” ที่เริ่มราวเดือน มิ.ย.นี้ คาดเสร็จแล้วทำประชามติผ่านก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เดือน ม.ค. 70 กระบวนการ ส.ส.ร. และ ส.ส.ร.ทำงานเต็มที่ 1 ปี ปลายปี 72 ผ่านตามกลไกทั้งหมดได้ รธน.ฉบับใหม่ และต้นปี 73 ทำกฎหมายลูกอีก 11 ฉบับเสร็จถอดสลักหมดแล้วมั่นใจ รธน.ฉบับรอยต่อและ รธน.ฉบับใหม่ผ่านด่านได้ นายนิกร บอกว่า เราต้องมุ่งมั่น เปิดใจกว้าง ทำให้ได้ตามเป้าหมาย อย่าไปโฟกัสที่อุปสรรคคำนวณตามไทม์ไลน์หวังได้ รธน.ใหม่ กฎหมายเลือกตั้งใหม่รัฐบาลภูมิใจไทยเป็นแกนนำทำสำเร็จ…มีการเลือกตั้งใหญ่.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม