สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “คนกับช้างป่าในหลายพื้นที่” โดยเฉพาะแนวป่ารอยต่อที่ถูกเปลี่ยนสถานะจากป่าสงวนมาเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ได้กลายเป็นปัจจัยเร่งการขยายตัวของชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจใกล้แนวป่าส่งผลให้ถิ่นอาศัย และเส้นทางหากินของช้างป่าถูกแบ่งแยกลดทอนลงยิ่งกว่านั้น “บางพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ผิดวัตถุประสงค์” ด้วยการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยมิชอบ หรือการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ เช่น รีสอร์ต ร้านกาแฟ และแหล่งท่องเที่ยวขยายตัวเข้าใกล้แนวป่ามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อพื้นที่กันชนระหว่างป่ากับชุมชนลดความชัดเจนลง ความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างจึงเพิ่มสูงขึ้น ชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา บอกว่าทุกพื้นที่ที่เกิดปัญหาช้างป่าออกมาหากินกระทบชุมชนในไทย “ล้วนเคยเป็นถิ่นอาศัยดั้งเดิมของช้างป่ามาก่อน” อย่างในอดีตช้างป่าเขาใหญ่เคยลงมาหากินถึงคลอง 15 จ.นครนายก ยาวถึงแนวชายเขต จ.ปทุมธานีแม้แต่พื้นที่ป่าดงลาน “จุดชาวบ้านขัดแย้งกับช้างป่าสีดอหูพับ” หากดูภาพถ่ายทางอากาศช่วงปี 2497-2510 พื้นที่ก็ยังเป็นป่าสงวนก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูผาม่านเชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติภูเวียง ซึ่งเป็นผืนป่าใหญ่เชื่อมโยงต่อกันมาเป็นทอดๆ ไปยังภูกระดึง ภูค้อ ภูแต้ เชื่อมพื้นที่ป่าดงลาน และบนเทือกเขาภูหลวงต่อมาผืนป่าในแนวนี้ “เสื่อมโทรมจากการเข้าอยู่อาศัยและทำกินของประชาชน” ในปี 2537 รัฐบาลมีนโยบายจัดสรรที่ดินทั่วประเทศ 37 ล้านไร่ รวมถึงพื้นที่ป่าดงลาน เพื่อให้เข้าสู่การดูแลของ ส.ป.ก.ดำเนินการรังวัดกำหนดขอบเขตมอบแก่ชาวบ้านใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม 100% หากใช้ผิดวัตถุประสงค์ต้องถูกเพิกถอน ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา “การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด” ทำให้มีสิ่งปลูกสร้างเพื่อการท่องเที่ยวและที่พักอาศัยเกิดขึ้นตามแนวขอบป่า ส่งผลให้สถานะพื้นที่ที่เป็นผืนป่า และถิ่นอาศัยสัตว์ป่ากลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัย และเชิงพาณิชย์ นี่จึงเป็นรากของปัญหาที่ทับซ้อนระหว่างคนกับถิ่นอาศัยดั้งเดิมของช้างป่าสั่งสมมาแต่อดีตประเด็นว่า “ในช่วง 12 ปีมานี้ประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้น” ปัจจุบันมีเกือบ 4,000 ตัวกระจายอยู่ตามผืนป่าทั่วประเทศ ขณะเดียวกันการใช้ที่ดินของประชาชนรุกล้ำแนวป่ามากกว่าเดิมจนพื้นที่ทับซ้อนเกิดความขัดแย้งรุนแรงถี่ขึ้น โดยเฉพาะป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เขตแก่งกระจาน เขตสลักพระ เขตน้ำหนาว มักมีเหตุความสูญเสียอยู่ตลอดตามข้อมูลมีผู้เสียชีวิตจากช้างป่าทำร้าย 230-240 คน หรือเฉลี่ยปีละ 30 คน และช้างป่าก็ล้มตายไม่น้อยจากการถูกไฟฟ้าช็อต ถูกวางยา ถูกยิง หรือกินสิ่งแปลกปลอมอย่างพลาสติกเพียงแต่เวลาช้างป่าตายไม่ชัดเจนปัญหาใหม่ที่ตอกย้ำความขัดแย้งคือ “การนำที่ดิน ส.ป.ก.ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์” ตามปกติผู้ได้รับสิทธิใน ส.ป.ก.ต้องใช้เพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น แต่กลับพัฒนาเป็นโฮมสเตย์ ร้านกาแฟ รีสอร์ต หรือจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น คอนเสิร์ต “เข้าข่ายผิดกฎหมาย” ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนต่อ กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างกรณี “พื้นที่อาศัยของสีดอหูพับใกล้แนวป่าภูผาม่าน–เขตสีชมพู” ก็มีการร้องเรียนว่าผู้ประกอบการบางรายจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น คอนเสิร์ต และการตรวจสอบเบื้องต้นก็ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงพิจารณาทั้งระบบการจัดการช้าง และการใช้พื้นที่ของมนุษย์ควบคู่กันไป เพื่อหาทางให้อยู่ร่วมกันเท่าที่ทราบคือ “ผู้ประกอบการร้านกาแฟ–แคมปิ้งริมป่า ที่ใช้ที่ดิน ส.ป.ก.” ไม่อยากให้ช้างป่าเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง เพราะหากเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว “ธุรกิจก็เสียหาย” หลังเหตุสีดอหูพับทำร้ายคนเสียชีวิต “รีสอร์ตก็กังวล” แล้วคิดว่าช้างจะเข้ามาในช่วงจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเลยมาร้องหน่วยงานรัฐให้ดำเนินการกับช้างป่าเช่นนี้หากตรวจสอบพบว่า “เป็นที่ดิน ส.ป.ก.” การนำไปจัดคอนเสิร์ตย่อมสุ่มเสี่ยงผิดวัตถุประสงค์ “กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ” ต้องให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ถูกต้องควบคู่ไปกับประเด็นคนกับช้างป่า โดยจะเชิญหน่วยงานอย่าง ส.ป.ก.จ.ขอนแก่น มาชี้แจงว่าพื้นที่เป็นป่าสงวนที่ส่งมอบให้ ส.ป.ก.หรือไม่ด้วยหากผู้ครอบครอง ส.ป.ก.การสืบทอดโดยชอบด้วยกฎหมาย “ไม่น่ามีปัญหา” แต่จากข้อร้องเรียนมีข้อสงสัยว่าบางรายครอบครองโดยคนนอกพื้นที่ ทำให้ต้องตรวจสอบสิทธิให้ชัดเจน เพราะการซื้อขาย- เปลี่ยนมือที่ดิน ส.ป.ก.ให้คนนอกพื้นที่ถือว่าผิดหลัก ยิ่งนำไปทำรีสอร์ตก็ยิ่งต้องตรวจสอบ ถ้าผิดก็ต้องเพิกถอนสิทธิหรือยึดคืน“วันนี้ กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯไม่ได้มุ่งสร้างปัญหาหรือกลั่นแกล้งใคร เพราะเข้าใจว่าธุรกิจรีสอร์ต บ้านพัก ร้านกาแฟ ก็ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็จำเป็นต้องตรวจสอบตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นการใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ที่อาจผิดวัตถุประสงค์ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ชีวะภาพ ว่าจริงๆแล้วความขัดแย้งของคนกับช้าง “กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ” ได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหา และเชิญกรมอุทยานฯมาชี้แจงมาตรการแก้ไขตลอด เพียงแต่มาตรการหลายอย่างต้องใช้เวลา และงบประมาณ จึงยังไม่อาจดำเนินการให้ได้ครบทุกพื้นที่พร้อมกัน อย่างเช่นการสร้างสิ่งกีดขวาง และแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น คูดิน กำแพง รั้วไฟฟ้ามาตรฐาน หรือแนวรั้ว ธรรมชาติ “สกัดไม่ให้ช้างออกนอกเขตป่า” แต่มาตรการป้องกันช้างยังอยู่ในลักษณะกึ่งวิจัย-กึ่งปฏิบัติที่ต้องทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาต่อเนื่อง เช่น รั้วไฟฟ้าก็เป็นอีกมาตรการที่กำลังพัฒนา “จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย” เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อช้างถัดมาคือ “การระดมเทคโนโลยีเข้ามาเสริม” ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบระบบ เช่น อุปกรณ์ปล่อยเสียง หรือสัญญาณเตือนที่ช้างไม่ชอบ โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อช้างเข้ามาในรัศมีที่กำหนดในการแจ้งเตือน และควรติดตั้งกล้อง CCTV อัจฉริยะรอบแนวจุดเสี่ยงเชื่อมเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการกลาง เมื่อพบความเคลื่อนไหวจะส่งสัญญาณเตือน พร้อมระบบกระจายเสียง หรือแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์ถึงชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงการเผชิญหน้า และป้องกันการสูญเสียชีวิตของประชาชนเป็นรูปธรรมสิ่งสำคัญคือ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” ชาวบ้านต้องมีมาตรการป้องกันตนเองจัดการพื้นที่ลดความเสี่ยง ทั้งต้องมีมาตรการเยียวยา “รัฐควรกำหนดระบบชดเชย” กรณีเสียชีวิต บาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหายที่อาจพัฒนาเป็นระบบประกันภัยที่รัฐสนับสนุนให้ผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกเป็นธรรม ลดแรงโกรธ หรือการตอบโต้เอาคืนฉะนั้นหัวใจสำคัญการแก้ปัญหาคือ “การทำให้คนทำมาหากินได้ และสัตว์ป่าก็ดำรงชีวิตได้เช่นกัน” เพื่อให้ระบบมนุษย์และระบบนิเวศเชื่อมโยงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม