เมื่อไวรัสร้าย “นิปาห์” มีข่าวระบาดหนักที่อินเดีย จนกลายเป็นอีกหนึ่งกระแสสร้างความตื่นตระหนกเขย่าขวัญรับปี 2569 ทำเอาหลายๆคนกลัวจะซ้ำรอยโรคระบาด “โควิด–19”ขณะที่ข้อมูลล่าสุด (29 ม.ค.69) ยืนยันชัดเจนจากกระทรวงสาธารณสุขว่า “ประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์”คำถามสำคัญมีว่า...การที่พบ “ค้างคาว” ในเขตพื้นที่ และให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเยี่ยว และมูลค้างคาวใต้ต้นไม้เพื่อดูว่ามีไวรัสนิปาห์หรือไม่ มีประโยชน์จริงหรือไม่?ข้อรู้ข้อแรก...การปล่อยเชื้อในเยี่ยว มูล ตามปกติไม่ได้ปล่อยออกมาตลอดเวลา จะออกมาเป็นช่วงฤดู เช่น สองถึงสามเดือน หรือเกิดขึ้นประปรายได้ทุกฤดู และขึ้นอยู่กับว่าเป็นสายพันธุ์อะไร มาเลเซียหรือบังกลาเทศ และน่าจะใกล้เคียงกับอินเดียถัดมา...การไปเก็บสิ่งตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีและเกิดความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ที่ไปเก็บ สิ่งคัดหลั่งเหล่านี้รวมทั้งการเคลื่อนย้ายตัวอย่าง...ในห้องปฏิบัติการซึ่งระดับความปลอดภัยในการตรวจต้องอยู่ที่ระดับสามขึ้นไป ที่ต้องปฏิบัติก็คือย้ายชุมชนออกไปให้ห่าง หรือไม่มีความประพฤติเสี่ยงที่ไปเกี่ยวข้องกับค้างคาวข้อรู้ข้อสาม...ถ้าไล่ค้างคาวออกไปจะเป็นการทำให้ค้างคาวในกลุ่มนี้ ถ้าเกิดมีเชื้อไวรัสแฝงจริง จะแพร่ออกไปยังถิ่นฐานอื่น ต้องมีกระบวนการที่รัดกุม ถ้าจะให้ค้างคาวเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณนั้นต้องทำอย่างไร ที่จะไม่เกิดการแพร่กระจายเชื้อโรค ทางการต้องจัดการแนะนำในเรื่องเหล่านี้นี่คือ...“ความจริงนิปาห์ในไทย...หยุดรุกล้ำค้างคาว สัตว์ป่า... หยุดสร้างความเสี่ยงที่มนุษย์ก่อเอง” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า การพบ “ค้างคาว” ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มักกลายเป็นชนวนความตื่นตระหนกของสังคมทันทีโดยเฉพาะเมื่อมีคำว่า “ไวรัสนิปาห์” พ่วงมาด้วยภาพเจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันเต็มรูปแบบ เข้าไปเก็บเยี่ยวเก็บมูลค้างคาวใต้ต้นไม้ ถูกมองว่าเป็นการป้องกันโรคเชิงรุก แต่คำถามสำคัญคือ... ได้ประโยชน์จริง หรือกำลังเพิ่มความ เสี่ยงโดยไม่รู้ตัวเพื่อ “ให้สังคมรู้เท่าทัน ไม่ตื่นตระหนก และไม่ทำร้ายตัวเอง” ขอให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า “พบเชื้อไม่เท่ากับว่าจะเกิดโรค”ประเทศไทยมีหลักฐานยืนยันการพบเชื้อไวรัสนิปาห์ ในค้างคาวแม่ไก่มาตั้งแต่ปี 2546 สายพันธุ์ที่พบใกล้เคียงกับมาเลเซียและบังกลาเทศ แต่ตลอดเวลากว่า 20 ปี ของการศึกษา... “ไม่พบหลักฐานการติดเชื้อในมนุษย์เลย” แม้ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่นชุมชนรอบถ้ำ ผู้เก็บมูลค้างคาว หรือผู้เข้าออกพื้นที่ค้างคาว เป็นประจำข้อมูลจากการตรวจหลายร้อยราย ไม่พบการติดเชื้อ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกันในชุมชน ไม่พบผู้ป่วยสมองอักเสบเป็นกลุ่มก้อนที่เชื่อมโยงกับค้างคาว สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่า...“การมีเชื้อในสัตว์ป่า ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการระบาดในคนโดยอัตโนมัติ”คำถามตามมามีว่า “เก็บมูลค้างคาว”...ได้อะไร?ไวรัสนิปาห์ไม่ได้ถูกปล่อยออกมาตลอดเวลา การขับเชื้อทางเยี่ยวหรือมูลเกิดเป็นช่วงๆตามฤดูกาล บางครั้งแค่ 2-3 เดือนต่อปี หรือเกิดประปราย ขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัสด้วย การเข้าไปเก็บตัวอย่างในช่วงที่ไม่ตรงจังหวะ ไม่สามารถยืนยันว่า “ไม่มีเชื้อ” ได้...ตรงกันข้าม การกระทำเช่นนี้กลับเพิ่มความเสี่ยงหลายชั้น ...เจ้าหน้าที่ภาคสนามเสี่ยงสัมผัสเชื้อ...การเคลื่อนย้ายตัวอย่างเสี่ยงหลุดรั่ว...ห้องปฏิบัติการต้องมีความปลอดภัยระดับ 3 ขึ้นไป...การรบกวนฝูงค้างคาวทำให้เกิดความเครียด เพิ่มโอกาสการปล่อยเชื้อ และที่อันตรายกว่านั้น หาก “ไล่ค้างคาว” ออกจากพื้นที่ อาจเท่ากับผลักเชื้อให้กระจายไปไกลกว่าเดิมประเทศไทยทำการเฝ้าระวังแบบจำเพาะเจาะจง มุ่งเป้ากับนิปาห์และไวรัสตระกูลเดียวกันมาแล้ว จนข้อมูลเชิงนิเวศ “อิ่มตัว” รู้แล้วว่ามีเชื้อในค้างคาว แต่ไม่พบการติดในคนนี่คือจุดที่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ความกล้าหาญทางสาธารณสุข”...กล้าที่จะบอกว่า “การตรวจเพิ่มในสัตว์ป่าไม่ได้เพิ่มพลังการตัดสินใจ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยง”ตรงนี้น่าจะเปลี่ยนโฟกัส จากค้างคาวสู่มนุษย์...การเฝ้าระวังที่ควรทำ คือ human–based Surveillance...เช่น ผู้ป่วยสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบไม่ทราบสาเหตุ, ผู้ป่วยปอดบวมรุนแรงเป็นกลุ่ม, การติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ เพราะ “ผู้ป่วยในคน” คือสัญญาณที่ลงมือได้จริง“แยกผู้ป่วยได้ ติดตามผู้สัมผัสได้ ปกป้องหมอพยาบาลได้ ควบคุมโรคได้ทันเวลา...ขณะที่การตรวจสัตว์ป่า...ไม่ใช่การเตือนภัยล่วงหน้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ หัวใจของแนวทางปฏิบัติเป็นหนึ่งเดียวแบบไม่รุกล้ำหลังโควิด ไม่ใช่การบุกป่า ตรวจถ้ำ แต่คือปกป้องระบบนิเวศ ลดการรุกล้ำระหว่างคนกับสัตว์...”ไม่สร้างตราบาปให้ค้างคาวและชุมชน สื่อสารอย่างโปร่งใสว่า “พบเชื้อไม่ใช่เกิดโรค” ข้อสรุปที่ต้องกล้าพูด...การเพิ่มความถี่การตรวจในสัตว์ป่า ไม่ได้ลดโอกาสระบาด บางครั้ง...การ “ไม่ทำอะไรเพิ่มเติม เมื่อข้อมูลเพียงพอแล้วและไม่เพิ่มอันตราย” อาจเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด...ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติแนวคิดและแนวปฏิบัติ การพบจุดระบาดในคนได้รวดเร็วที่สุด วินิจฉัยได้รวดเร็วที่สุดคือการควบคุมเพื่อ “ป้องกัน” และ “รักษา” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต้องย้ำว่า “นิปาห์”...ไม่ใช่เชื้อใหม่ แต่สิ่งใหม่คือ “มนุษย์” ที่รุกล้ำบ้านของค้างคาว เมื่อธรรมชาติถูกบีบความเสี่ยงจึงแสดงตัว หยุดรุกล้ำค้างคาว หยุดสร้างความเสี่ยงที่มนุษย์ก่อเองนี่คือบทเรียนที่ประเทศไทยรู้แล้ว และควรใช้ให้เกิดการปฏิบัติจริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม