การเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.ได้เห็นถึง ความผิดพลาดซ้ำซากของ กกต. ในเรื่อง การเขียนรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองผิดไปจากเขตเลือกตั้งจริง ในหลายหน่วยเลือกตั้ง บางหน่วยเจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตผิดทั้งหีบ ทำให้มีผู้ประท้วงจนเจ้าหน้าที่ยอมรับผิด และยอมแก้ไขรหัสเขตเลือกตั้งหลังจากปิดการเลือกตั้งแล้ว ความผิดพลาดนี้ถือว่ามีนัยสำคัญต่อผลคะแนนเลือกตั้ง ทำให้เกิด “คะแนนเสียงเขย่ง” คะแนนของผู้ได้รับเลือกตั้งไม่ได้ไปถึงหน่วยเลือกตั้งจริง ทำให้เสียคะแนนเสียงไปทันที ท่ามกลางความกังขาของพรรคการเมืองหลายพรรค ความผิดพลาดนี้เกิดจาก “ความไม่ตั้งใจ” หรือ “ตั้งใจ” กันแน่ เพราะมีผลแพ้ชนะในเขตเลือกตั้งแม้ คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จะออกมาขอโทษในความผิดพลาด และยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง 8 ก.พ. เพราะ 8 ก.พ.ไม่มีเรื่องการใส่รหัสเขตเลือกตั้ง หรือคิวอาร์โค้ดแล้ว แต่พรรคการเมืองก็ยังไม่ไว้วางใจวันนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไป วิเคราะห์คะแนนเสียง “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งปี 2569” 53.06 ล้านคนกันนะครับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งปีนี้เพิ่มขึ้นราว 8 แสนคนจากการเลือกตั้งปี 2566 เป็นผู้ชาย 25.28 ล้านคน ผู้หญิง 27.78 ล้านคน คะแนนสำคัญที่เพิ่มขึ้นมาในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ New Voters ที่เป็น First–time Votersผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งสะสมมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึง 8 ก.พ.2569 มีจำนวน 3.4 ล้านคน ถือเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรง Gen Z ที่ไม่ทนกับสภาพในปัจจุบัน ในบางพื้นที่ เช่น ตาก นราธิวาส ปัตตานี Gen Z มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศGen Z ที่เป็น New Voters 3.4 ล้านคน มีอายุระหว่าง 18-28 ปี กำลังเข้าสู่วัยทำงาน คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการเลือกตั้งที่เน้น “นโยบายอนาคต” และ “ภาพลักษณ์ที่ทันสมัย” ไม่ได้คิดแบบคุณลุงคุณปู่คุณย่าที่ยังเลือกตั้งแบบเดิมๆผมให้ AI ช่วยวิเคราะห์ โครงสร้างของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี 2569 พบว่า กลุ่มที่มีเสียงมากที่สุดคือ “คนวัยทำงาน” อายุระหว่าง 28–59 ปี เป็น กลุ่มเจน X เจน Y โดยมีสัดส่วนรวมกัน กว่า 30.9 ล้านคน คิดเป็น 58% ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ดังนั้น โจทย์ของพรรคการเมืองที่จะได้เสียงจากคนกลุ่มนี้คือ นโยบายเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง การลดภาระหนี้สิน ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่แบกรับภาระค่าครองชีพและหนี้สินครัวเรือนสูงสุดเมื่อเจาะลึกลงไปอีกก็พบว่า ประชากรที่เป็นกำลังหลักของประเทศในวัยทำงานมี 21 ล้านคน แบ่งเป็น Gen Z ราว 9.5 ล้านคน อายุระหว่าง 18-28 ปีที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน กับ Gen Y ราว 11.5 ล้านคน อายุระหว่าง 29-40 ปี คนกลุ่มนี้ทำงานแล้ว มีกำลังซื้อสูง เป็นกลุ่มขับเคลื่อนหลักในเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนคนรุ่นเก่ายุค Baby Boomer 11.8 ล้านคน และ กลุ่ม Silent Gen ที่มีอายุ 79 ปีขึ้นไป 2 ล้านคน สองกลุ่มนี้รวมกันมีคะแนนเสียง กว่า 13.8 ล้านเสียง คิดเป็นสัดส่วนคะแนนเสียง 26% ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว คนกลุ่มนี้มีสถิติไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุด มักจะเลือกพรรคที่มีนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุและความมั่นคง เราจึงเห็นหลายพรรคแข่งกันแจกเงินผู้สูงอายุคะแนนเสียงกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มที่ประมาทไม่ได้เลยคือ “กลุ่มผู้หญิง” ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้ง กว่า 27.8 ล้านคน คนกลุ่มนี้สนใจสวัสดิการแม่และเด็ก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของ อนาคตประเทศไทย ที่ฝากความหวังไว้กับ New Voters 3.4 ล้านคน และ คนวัยทำงาน 30.9 ล้านคน ถ้ายังเลือกพรรคเดิมคนเดิมที่ล้มเหลวมาแล้ว เราก็จะจมอยู่ในจีดีพีที่โตไม่ถึง 2%ขณะที่เวียดนามโตปีละ 10% ถูกตราหน้าเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ที่ไร้ศักดิ์ศรีน่าเวทนาต่อไป อนาคตของเราอยู่ในมือของเราทุกคนแล้ว จะรุ่งโรจน์หรือรุ่งริ่งก็อยู่ที่การเลือกตั้งครั้งนี้.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม