เรื่อง “ที่มาของเสียง” ใน “คารมคมปัญญา” (ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เขียน สุขภาพใจ พิมพ์ ม.ค.2569) ผมลอกเอามาเล่าไปแล้วหนึ่งครั้ง เมื่อนึกขึ้นได้ 8 ก.พ.จะมีการเลือกตั้ง ผมคิดว่า ควรเอามาเล่าอีกสักครั้งนาย ก. ถามนาย ข. ว่า “นำโลหะมาหลอมเป็นระฆัง นำไม้มาเหลาเป็นท่อน จากนั้นนำท่อนไม้ไปเคาะระฆัง ก็เกิดเสียงดังกังวาน เสียงอยู่ที่ท่อนไม้หรืออยู่ที่โลหะ?”นาย ข. ตอบว่า “นำท่อนไม้ไปเคาะกำแพงก็ไม่เกิดเสียง แต่นำไปเคาะระฆังแล้ว มีเสียงดังสดใส แสดงว่า เสียงอยู่ที่โลหะ” นาย ก. ไม่เห็นด้วย “นำท่อนไม้ไปเคาะเหรียญโลหะก็ไม่มีเสียง แล้วเสียงจะอยู่ที่โลหะได้อย่างไร?”นาย ข.พยายามอธิบาย “เหรียญนั้นทึบ แต่ระฆังนั้นกลวง เสียงอยู่ในภาชนะที่กลวง”นาย ก.ยังคงสงสัย “นำท่อนไม้ไปเคาะระฆังที่ปั้นจากดินเหนียว ก็ไม่มีเสียงดังกังวาน เสียงจะอยู่ในภาชนะที่กลวงจริงหรือ?”ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เรียบเรียงเรื่องนี้จาก “โอวหยางเหวินจงกงจี๋” ยุคราชวงศ์ซ่งเหนือจบแล้วยังมีคำอธิบาย โดยแปลบทกวีของซูตงพอ กวีเอกยุคราชวงศ์ซ่ง เป็นคำกลอนได้ไพเราะงดงาม ดังนี้“หากเสียงเกิดเองได้จากสายพิณ ไยตั้งไว้ไม่ได้ยินพิณส่งเสียง หากเสียงเกิดจากนิ้วพลิ้วจำเรียง ไยไม่เอียงหูฟังข้างนิ้วคุณ...”โอหยางซิวและซูตงพอเตือนสติมนุษย์ผู้สุดโต่งทั้งหลาย ให้ตระหนักถึงสัจธรรมของโลก สรรพสิ่งต่างอิงอาศัย เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นและตั้งอยู่อย่างโดดๆโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆเสียงระฆังไม่ได้เกิดจากโลหะหรือท่อนไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับเสียงพิณมิได้กำเนิดจากปลายนิ้วหรือสายพิณเพียงลำพัง แต่เกิดจากทั้งสองสิ่งผสมผสานกันอย่างเหมาะเจาะลงตัวรวมทั้งยังต้องอาศัย “หู” ของผู้ฟัง มารองรับเสียงที่เกิดขึ้นด้วยเพราะเสียงพิณและเสียงระฆัง ที่ดังอยู่ท่ามกลางคนหูหนวก ก็คงไม่มีความหมายอะไรถ้าใช้ปากกาหมึกสีดำเขียนลงบนแผ่นกระดาษสีดำย่อมอ่านถ้อยคำไม่ออก แต่หากเขียนลงบนกระดาษสีขาว เราก็จะอ่านได้อย่างชัดเจน สีของกระดาษจึงมีความสำคัญเท่ากับหมึกที่เขียน ผลรวมของทั้งสองสีที่แตกต่างกันน่าเสียดายที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด ให้ความสำคัญเฉพาะสีของตัวอักษรหลายท่านเคยอ่านเรื่องพุทธศาสนานิกายเซ็น คงจะเข้าใจแนวคิดเชิงปรัชญา ว่าด้วย “เอกภาพของความขัดแย้ง”เซ็นมีปริศนาธรรมเรื่อง “เสียงของการตบมือข้างเดียว” ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ต้องตบกับมืออีกข้าง ไม่ก็ตบหน้า ตบขา ตบแขน หรือตบโต๊ะไปเลยบ้านเมืองของเราที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้เกิดจากเสียงใครคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างที่พยายามจะใส่ร้ายป้ายสีกัน แต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่หมักหมมอยู่มากมายมายาวนานโดยไม่มีการแก้ไขถ้าไม่ใช่เพราะความอยุติธรรมในสังคมไทย ที่ทำให้คนจำนวนมากเกิดความคับแค้นฝังแน่นเหมือนระเบิดรอเวลาปะทุ ลำพังเพียงเสียงปลุกระดมอย่างเดียวคงแห้งเหี่ยวหมดฤทธิ์ไปนานแล้วจบข้อเขียนทุกตัวอักษรของประสิทธิ์ ฉกาจธรรม แค่นี้...ผมขอเติมอีกหน่อย...บ้านเมืองที่หมักหมมสะสมสารพันปัญหา...ไม่ว่าจากใคร ฝ่ายใด ก็ตาม...ถึงวันที่ 8 กุมภาฯ ก็แค่ใช้ “มือข้างเดียว” ...กาลงไป กากันให้มากๆไม่ว่าเราจะนิยามเรื่องที่คาใจเป็นสีเทา เป็นสีดำ เป็นสแกมเมอร์ หรือโจรปล้นเมือง พลังของมือข้างเดียว...ในวันนั้นจะชำระสะสางได้หมดสิ้นลองเอาคนดีมาเปลี่ยนแปลงการเมืองดูที ผมก็อยากรู้คนดีๆ ที่ว่ากันจะสร้างสรรค์จรรโลงสังคมได้งอกงามไพบูลย์สักแค่ไหน?กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม