เวลา 09.30 น. วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน กองทัพบกไทยได้เผยแพร่ข่าวด่วนผ่านสื่อทุกแขนงว่า “เกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เป็นเหตุให้กำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย (จากรายงานครั้งแรก) ดังนี้ 1.จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ อาการข้อเท้าขวาขาด 2.พลทหารวชิระ พันธนา อาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด ซึ่งกองกำลังสุรนารีได้ดำเนินการส่งตัวด้วยอากาศยานเข้ารักษา ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เรียบร้อยแล้วต่อมาก็มีรายงานเพิ่มเติมว่าทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 4 นาย โดยอีก 2 นายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลด้วย ได้แก่ 3.พลทหารอภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่น่องขวา จำนวน 2 รู และ 4.พลทหารอนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บจากฝุ่นและสารเคมีระเบิดเข้าตาผมรับทราบข่าวจากวิทยุตั้งแต่ช่วงแรก...ฟังแล้วก็ได้แต่ร้องเฮ้ย! ตระบัดสัตย์ (คำกริยา...ไม่รักษาคำมั่นสัญญา) อีกแล้วซี เขมร ภายใต้การนำของ 2 พ่อลูกตระกูลฮุนนึกล่วงหน้าตั้งแต่วินาทีที่ได้ยินข่าวแล้วว่า ทหารเขมรจะต้องลักลอบเอา “กับระเบิด” หรือ “ทุ่นระเบิด” สังหารบุคคล อาวุธชั่วร้ายที่ อนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ ห้ามผลิต ห้ามสะสม และต้องทำลายให้สิ้น ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้นปี 2542แต่กัมพูชาก็ยังใช้อยู่แม้ในปัจจุบันนี้ แถมยังใช้รุ่น PMN-2 ที่เขมรสะสมไว้มาก โดยไม่คำนึงถึงว่าตัวเองก็ไปลงนามในสนธิสัญญากับเขาด้วยต่อมาในช่วงกลางคืนของวันเดียวกัน ผลการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุของทางฝ่ายไทย เราก็ได้ผลสรุปออกมาว่า ทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปอีกครั้ง เป็น PMN-2 อย่างแน่นอน นอกจากในบริเวณที่เกิดเหตุแล้วยังมีฝังอีก 3 ลูก ห่างออกไปประมาณ 1 เมตรจากหลักฐานทั้งหมดสรุปได้ว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเกิดจากการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางในเขตไทย และเพิ่งเข้ามาวางใหม่ๆสดๆร้อนๆ เพราะทหารไทยเคยมาลาดตระเวนที่นี่แล้วหลายครั้งแม้ทางฝ่ายกัมพูชาจะออกมาแถลงการณ์แก้เกี้ยวว่า เป็นระเบิดเก่าตั้งแต่สงครามกลางเมืองยุคโน้น ทหารไทยยังเก็บกู้ไม่หมด จึงเผลอไปเหยียบเข้าตามฟอร์มที่พวกเขาใช้อ้างมาโดยตลอดเป็นข้ออ้างแบบ “เด็กเลี้ยงแกะ” ที่ยากจะฟังขึ้น เพราะหลักฐานของฝ่ายไทยเราชัดเจนผมจึงเห็นด้วยกับการประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆเย็นๆของวันเกิดเหตุ แล้วให้ยุติ “ข้อตกลง” ทุกข้อที่ทำไว้กับกัมพูชาโดยไม่มีกำหนดเห็นด้วยกับถ้อยคำที่ท่านนายกฯและทุกเหล่าทัพใช้กับกัมพูชาที่ว่า “ความเป็นปฏิปักษ์” (ของพวกเขา) ไม่เคยลดลงเช้าวันต่อมา (อังคารที่ 11 พ.ย.) เมื่อมีการประชุมด่วนของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วมีมติ 3 ข้อว่า 1.กำลังพลของกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 2.การที่มีทุ่นระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของไทยถือว่ามีผลกระทบต่ออธิปไตยไทย และ 3.รัฐบาลจะปกป้องอธิปไตย ชีวิตคนไทย และทหารไทยอย่างเต็มขีดความสามารถที่ประชุมมีมติด้วยว่า ให้ระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาไว้ก่อนหมดทุกข้อ และยุติการส่งเชลยศึกให้แก่กัมพูชา...รวมทั้งจะมีการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร แจ้งถึงทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสหรัฐฯและมาเลเซีย ที่เป็นสักขีพยาน (และเจ้ากี้เจ้าการในการลงนามใน “ปฏิญญาสันติภาพ” ที่ฝ่ายกัมพูชาละเมิดขึ้นก่อน)ขณะเขียนต้นฉบับผมประมวลเหตุการณ์เพื่อบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านเพียงเท่านี้...อะไรที่นอกเหนือจากนี้โปรดติดตามจากข่าวคราวต่อไปนะครับผมขอสรุปว่าเนื่องจากครั้งนี้ทหารไทยของเราต้องสูญเสียขาเป็นรายที่ 7 แล้ว...เกินกว่าที่คนไทยจะอดทนแล้ว...ดังนั้นรัฐบาลไทย+กองทัพไทยจะตัดสินใจอย่างไร ผมเอาด้วยทั้งสิ้นขออนุญาตส่งกำลังใจและฉันทานุมัติให้ “กองทัพไทย” ดำเนินการตามที่เห็นสมควรจากนาทีนี้เป็นต้นไปครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม