ไทยโต้กัมพูชาทุกเม็ด! หลังเจอปล่อยเฟกนิวส์มาไม่ยั้ง ทั้งที่บ้าน เรือกสวนไร่นา 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เจอกระสุนปืน-จรวด BM-21 ของกัมพูชาตกค้างเพียบ แค่สัปดาห์แรกของ เดือน ส.ค. TMAC-EOD ร่วมเก็บกู้สรรพาวุธกัมพูชาได้ถึง 384 รายการ พบมากสุดที่ “สุรินทร์” 218 รายการ ส่วนใหญ่เป็นลูกระเบิดจากจรวด BM-21 ล่าสุดพบอีก 4 ลูก ตกกลางไร่อ้อยที่ อ.กาบเชิง ด้าน กต.จัดหนัก ออท.ประจำยูเอ็น ยื่นหนังสือถึง ปธ.การประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ร้องเรียนกัมพูชาละเมิด กฎหมายระหว่างประเทศร้ายแรง หลังทหารไทยเหยียบ ทุ่นระเบิดจนข้อเท้าซ้ายขาดที่ช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ มีหลักฐานชี้ชัดเป็นทุ่นระเบิดวางใหม่ รวมถึงเดินสายชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเลขาฯยูเอ็น-ผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคี-องค์กรภาคประชาสังคม ย้ำไทยไม่ยอมรับศาลโลก (ICJ) แต่จะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดกัมพูชาเป็นอาชญากรสงครามสถานการณ์การพิพาทเรื่องเขตแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ 7 จังหวัด เริ่มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น หลังทหารไทยกับกัมพูชาหยุดยิงตามข้อตกลงจากการประชุมจีบีซี และประชาชนที่อาศัยริมชายแดนได้เดินทางกลับเข้าบ้านเรือน ตรวจสอบพื้นที่ทำกิน ที่ยังพบกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM-21 ของกัมพูชา ตกค้างจำนวนมากไร้ปะทะหรือเหตุรุนแรงทั้งนี้ เมื่อเช้าวันที่ 11 ส.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีเหตุปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย— กัมพูชา หลังการประชุม GBC มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง และหลายพื้นที่ปลอดภัย ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคง อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ยังพบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการร้องภาคีอนุสัญญาออตตาวาต่อมา นายจิรายุเปิดเผยเพิ่มเติมกรณีกำลังพลเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนบริเวณรอยต่อ ช่องโดนเอาว์-กฤษณา (บริเวณภูมะเขือ) อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2568 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 นาย และ 1 ในนี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ข้อเท้าซ้ายท่อนล่างขาด ว่า ล่าสุดเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญา ออตตาวา ครั้งที่ 22 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างร้ายแรงและเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันแต่กัมพูชาปฏิเสธ ได้ขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯของฝ่ายกัมพูชาผู้แทนไทยในยูเอ็นเดินสายชี้แจงนายจิรายุระบุอีกว่า นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก ได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องย้ำยื่น ICC เอาผิดกัมพูชานายจิรายุกล่าวย้ำว่า ไทยประกาศไม่ยอมรับในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) หรือศาลโลก มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 จนถึงปัจจุบัน แต่ไทยจะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดกัมพูชา เป็นอาชญากรสงคราม มีการทำร้ายพลเรือนอย่างชัดเจน รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกัมพูชา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ย้ำไทยไม่มีระเบิด MK–84นอกจากนี้ นายจิรายุยังได้ปฏิเสธกรณีรัฐบาลกัมพูชานำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชา ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา แล้วอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเกิดจากการโจมตีของฝ่ายไทย ยืนยันไทยไม่มีระเบิด MK-84 และกองทัพอากาศไทยเคยออกมายืนยันแล้วว่าเป็น “ข่าวปลอม” ไทยไม่เคยจัดซื้อระเบิดจากแหล่งที่ถูกกล่าวอ้าง และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทุกชนิดของไทยดำเนินการผ่านพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการรับรองเท่านั้น ควรจะให้องค์กรที่เป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ เป็นผู้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายโต้ข่าวอนุญาตทำลายปราสาทด้านนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข่าวปลอมของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่องกรมศิลปากรพร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้ โดยได้รับการชี้แจงว่า กรมศิลปากรไม่เคยมีนโยบายดังกล่าว โบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้ และการทำลายโดยเจตนาไม่ว่าในกรณีใดๆย่อมกระทบต่อศักดิ์ศรีของชาติ และละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน ทั้งยังขัดต่อหลักการโบราณคดีสากลที่ห้ามทำลายโบราณสถานไม่ว่าด้วยเหตุผลใดซัดกัมพูชาบิดเบือนข้อเท็จจริงจากนั้น พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้ พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กรณีแถลงข่าวการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชาจาก 9 ประเทศ สำรวจความเสียหายในจังหวัดอุดรมีชัย ได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิด MK-84 และการยิงถล่มบ้านเรือน โรงเรียน และสถานีอนามัย โดยกองทัพไทย ว่า การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 ส.ค. กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง เป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงของฝ่ายกัมพูชากระสุนกัมพูชาตกใส่บ้าน 100 จุดโฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำว่า ทหารไทยยึดมั่นต่อการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากล เท่านั้น และยืนยันว่าการใช้อาวุธของฝ่ายไทย มีประสิทธิภาพสามารถจำกัดวงการทำลาย อยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหาร ไม่เหมือนฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ ในหลายจุดมีระยะห่างจากพื้นที่การรบไกลมากถึง 30 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถนับจุดที่มีกระสุนจากฝ่ายกัมพูชามาตกในพื้นที่พลเรือนรวมกันเป็น 100 จุด มีทั้งระเบิดไปแล้วและยังไม่ระเบิดอีกจำนวนมาก ฝ่ายไทยจัดทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วอย่างละเอียด ฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจไทยยันล็อกเป้าเฉพาะพื้นที่ทหารพลตรีวินธัยกล่าวอีกว่า ส่วนบริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ต.โคกมอน อ.บันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ที่มีปรากฏร่องรอยความเสียหายตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงนั้น ขอย้ำว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เป้าหมายทางทหาร อยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีระยะห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปยังพื้นที่ตอนในไกลถึง 20-30 กิโลเมตร แบบที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในห้วงที่มีการสู้รบ พื้นที่ดังกล่าวไม่มีพลเรือนอยู่อาศัย มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นพื้นที่รวมพลเพื่อเตรียมการนำกำลังเข้าตีฝ่ายทหารไทย รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหารของฝ่ายไทย ที่อยู่ในขอบเขตบริเวณของพื้นที่การรบในครั้งนี้ ส่วนตัวเลขพลเรือนที่มีผู้มีบาดเจ็บและสูญเสียในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างถึงนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสีย จะมีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาเท่านั้นย้ำปราสาทตาควายของไทยพลตรีวินธัยยังกล่าวถึงกรณีโฆษกกลาโหมกัมพูชาแถลงถึงคำสัมภาษณ์ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย ขอยืนยันว่าเนื้อหาที่แม่ทัพภาคที่ 2 พูด ไม่ได้มีความหมายในแบบที่โฆษกกลาโหมกัมพูชาได้แถลง โดยเฉพาะท่านไม่พูดเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลังเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา สิ่งที่ท่านได้กล่าวในวันนั้นคือปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย ในช่วงที่มีการปะทะที่ผ่านมา พยายามเข้าไปยึดด้วยการวางกำลัง แต่ยังไม่สำเร็จ เลยวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาท 30 เมตร ในอนาคตจะพยายามนำกลับมาภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนที่เหมาะสม และจะเตรียมการนำเรื่องต่างๆไปพูดคุยเจรจาในวงกรอบ RBC ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ และย้ำถึงจุดยืนว่าไทยจะไม่ถอยจากแนวการวางกำลังเดิมยันไม่ใช้กำลังยึดปราสาทโฆษก ทบ.กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ได้พูดถึงเรื่องการใช้กำลังทางทหารไปดำเนินการอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นที่กล่าวไปในข้างต้น ไม่ใช่ความพยายามที่มีการยั่วยุ และมีการวางแผน ใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย อย่างที่กัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใดเก็บระเบิดกัมพูชา—จรวด BM—21 เพียบต่อมากองบัญชาการกองทัพไทยรายงานว่าระหว่าง 1-9 ส.ค.2568 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) 15 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) สนับสนุนกองกำลังสุรนารีและตำรวจภูธรภาค 3 เก็บกู้สรรพาวุธจากการโจมตีของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด รวม 384 รายการ ประกอบด้วย จรวด BM-21 กระสุนปืนใหญ่ ลูกระเบิด ค. และวัตถุระเบิดชนิดอื่น ได้แก่ บุรีรัมย์ 80 รายการ (BM-21 จำนวน 28 นัด ลูกปืนใหญ่ 31 นัด ลูก ค. 18 นัด วัตถุระเบิดอื่น 10 รายการ) สุรินทร์ 218 รายการ (BM-21 จำนวน 189 นัด ลูกปืนใหญ่ 3 นัด ลูก ค. 28 นัด วัตถุระเบิดอื่น 10 รายการ) ศรีสะเกษ 70 รายการ (BM-21 จำนวน 30 นัด ลูกปืนใหญ่ 45 นัด) อุบลราชธานี 16 รายการ (BM-21 จำนวน 16 นัด)โฆษก กต.กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถ้อยแถลงของนายชุม ซอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ว่า ขอให้ฝ่ายไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้ออย่างเคร่งครัด เนื่องจากข้อตกลงนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศลดความตึงเครียดระหว่างกัน และกัมพูชารู้สึกวิตกกังวลต่อคำพูดของฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่และโจมตีพลเรือนไทย ซึ่งไม่เป็นความจริง“มาลี” อ้างไทยพยายามยั่วยุขณะที่พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวง กลาโหมกัมพูชา ก็ออกมาระบุถึงการที่พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย ประกาศแผนการเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน จะยึดปราสาทตาควายและปิดปราสาทตาเมือนธม อยู่ภายใต้เขตอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา เป็นหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไทยมีความพยายามยั่วยุและวางแผนล่วงหน้าเพื่อรุกรานอธิปไตยของกัมพูชาไทยปฏิบัติตามข้อตกลง GBCสำหรับการดูแลและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการปะทะระหว่าง ทหารไทยกับกัมพูชา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 14.00 น. มีรายละเอียดดังนี้ สถานการณ์โดยรวม ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตน โดยฝ่ายเรายึดมั่นที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเป็นสำคัญ อีกทั้งยังมีการดำเนินการปรับปรุงฐานที่มั่นในส่วนที่ชำรุดเสียหายให้กลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์พระราชทานบ้านให้ อส.ทพ.การดำเนินงานด้านจิตอาสา เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ต่อพสกนิกรชาวไทย ได้พระราชทานสิ่งของและทรงห่วงใยประชาชน อย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 10 ส.ค.68 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการ จังหวัดบุรีรัมย์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่อง อุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ หอประชุมที่ว่าการ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จำนวน 100 ชุด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนการดำเนินการสร้างบ้าน ให้ครอบครัว อส.ทพ.ประวิทย์ งามแสน กอ.รมน.จังหวัดอำนาจเจริญ ชุดช่างจากกรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี และประชาชนจิตอาสา จังหวัดอำนาจเจริญ ดำเนินการก่อสร้างฝาผนัง หลังคา และพื้นบ้าน โดยมีความคืบหน้าการก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 30ผู้อพยพ 4 จังหวัดกลับเข้าบ้านแล้วการดูแลผู้อพยพ ในขณะนี้ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ภายในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเองเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ยังคงขอความร่วมมือจากประชาชน หากมีการพบเห็นวัตถุต้องสงสัย ให้ดำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในทันที เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการตรวจสอบ เก็บกู้ หรือทำลายและขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าจะมีประกาศยืนยันความปลอดภัยโดยชัดเจน“ทวี” จัดผู้ต้องขังช่วยซ่อมบ้านวันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางไปที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ทั้งนี้ พ.ต.อ.ทวีได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคมมอบบ้านน็อกดาวน์ใช้แทนขณะที่นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์ สำเร็จรูป จำนวน 11 หลัง ส่งมอบให้กับประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว ประกอบด้วย หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 5 มีผู้อยู่อาศัย จำนวน 4 คน หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 5 มีผู้อยู่อาศัย จำนวน 5 คน หลังที่ 3 ของนางออม อบชา บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 5 มีผู้อยู่อาศัย จำนวน 2 คน และหลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 5 ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คนบ้านโดนระเบิดพังกว่า 80 หลังจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอน้ำยืนได้รับความเสียหายกว่า 80 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง โดยรัฐบาลได้มอบให้กระทรวง มหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุดพบระเบิดอีก 4 ลูก ตกไร่อ้อยส่วนที่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านในหมู่บ้านโจรก กลับมาจากศูนย์อพยพแล้ว ได้นำชิ้นส่วนระเบิด BM-21 มาให้ดู ชาวบ้านบอกว่าชิ้นส่วนดังกล่าวไม่รู้ว่าเป็นชิ้นส่วนระเบิดชนิดใด เก็บได้จากไร่อ้อยที่อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้าน บางส่วนเจ้าหน้าที่ได้เก็บออกไปแล้ว และพบว่ายังมีกระสุนปืนใหญ่จากกัมพูชาตกค้างจำนวนหลายลูกตกในพื้นที่ไร่อ้อย ไร่มัน และนาข้าวข้างหมู่บ้าน และมีหลายลูกที่ยังไม่ระเบิด เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ เบื้องต้นพบแล้ว 4 ลูก ยังไม่ทำงาน ลูกที่พบชัดเจนสุดอยู่ที่ป่าอ้อย เจ้าหน้าที่ EOD และ TMAX เข้าตรวจสอบกั้นพื้นที่ติดป้ายสัญลักษณ์เอาไว้แล้วเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา และให้ชาวบ้าน อบต.นำดินมากรอกใส่ถุงปุ๋ย นำไปกั้นลูกระเบิดก่อนทำลาย ทราบว่าเจ้าหน้าที่ EOD และ TMAX และที่เกี่ยวข้องเร่งปูพรมในทุกจุดเพื่อเคลียร์ระเบิดให้หมดไป เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน ก่อนที่จะทำลายพร้อมกันในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ทั้งนี้ พื้นที่นี้พบจรวด BM-21 ของกัมพูชาตกมาเกือบ 40 ลูก คาดยังมีอีกหลายลูกยังตรวจสอบไม่พบ ตามไร่นาสวนป่าอ้อย ที่ดินเป็นหลุมแต่ไม่แตกกระจาย จึงให้กั้นเขตไว้ก่อนรอให้เจ้าหน้าที่ชุด EOD ได้เข้าตรวจสอบเพื่อความชัดเจนอีกครั้งเล็งสร้างบ้านใหม่ให้ทั้งหลังจากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 159 บ.โจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง บ้านตายายของน้องน้ำโขง ด.ช.วัย 8 ขวบ ที่เสียชีวิตจากจรวดลูกใหญ่ BM-21 ตกใส่บ้าน เจ้าหน้าที่ได้มากั้นแนวเขตไว้ ห้ามเข้าอยู่อาศัย เนื่องจากสภาพบ้านพังเสียหายทั้งหลัง และมีการปรับพื้นที่ถมดินบริเวณที่ดินตรงข้ามกัน เพื่อเตรียมสร้างบ้านให้กับตายายของน้องน้ำโขงได้อาศัยต่อไป โดยนางสาวเพียงดาว บุญแต่ง ผู้ใหญ่บ้านโจรก เปิดเผยว่าบ้านของน้องน้ำโขงที่เสียชีวิต ขณะนี้มีการปรับเตรียมพื้นที่เพื่อจะปลูกสร้างบ้านให้ใหม่ ตอนแรกทางกาชาดจะเข้ามาประเมินและซ่อมแซมหรือสร้างบ้านให้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่มาก่อนหน้ามีความประสงค์ที่จะจัดสร้างบ้านใหม่ให้ทั้งหลัง เพราะไม่อยากให้น้องหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่อยู่ในบ้านต้องเห็นภาพความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ตอนนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการปั๊มฯรอประกัน–รบ.เยียวยานอกจากนี้ วันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางกมลรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ถูกลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชายิงตกมาใส่ร้านสะดวกซื้อจนมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ถึงค่าเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ต้องรอในส่วนของบริษัทประกันที่จะติดต่อมาในวันพุธที่จะถึงนี้ ดูเรื่องสินไหมกรุณาว่าจะชดใช้อย่างไร และในส่วนของรัฐบาลจะต้องรอประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าว่าจะมีการเยียวยาทั้งตัวเราและบ้านเรือนผู้ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ในส่วนของปั๊มที่เกิดเหตุ จะดำเนินธุรกิจต่อไปเพราะใช้เงินลงทุนทำปั๊มน้ำมันไปเยอะ แล้วมาเกิดเหตุครั้งนี้ ทำให้ตนเสียหายไปกว่า 20 ล้านบาท ถ้าเคลียร์ ทุกอย่างเสร็จ จะรีบดำเนินการ ให้ช่างรื้อถอนและปรับทิศทางและปรับภูมิทัศน์ใหม่สร้างใหม่เพื่อไม่ให้เหลือความทรงจำเดิมๆ หลังจากที่เสร็จโครงสร้าง จะนิมนต์หลวงปู่สุพรรณ กนโก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และพระในละแวกนี้ไปสวดมนต์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตและทำบุญตักบาตรใหญ่ให้ปั๊มน้ำมัน และสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในละแวกนี้เชื่อถือให้มาใช้บริการเหมือนเดิม เพราะปั๊มตรงจุดเกิดเหตุนี้เป็นจุดศูนย์กลางอำนวยความสะดวกที่พี่น้องประชาชนสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง“ภูมิธรรม” ยันไทยยังไม่ผิดสัญญาต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาประกาศยึดคืนปราสาทตาควาย ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงไทย-กัมพูชาหรือไม่ว่า ยังไม่ได้ยินแม่ทัพภาคที่ 2 พูด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง ยังไม่มีอะไรที่ผิดสัญญา กองทัพที่เป็นตัวหลักได้ยืนยันแล้ว จบตามนั้น ส่วนที่มีกระแสข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบจะกลับมาอีกนั้นเป็นเฟกนิวส์ เยอะจนทำให้สื่อปั่นป่วนไปหมด ในวันที่ 13-14 ส.ค.นี้ จะประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อทุกอย่างจะสู่เหตุการณ์ปกติ ศบ.ทก.ก็จะยุติบทบาท ให้กลับไปสู่ปกติเล็งยุบ ศบ.ทก.เมื่อเข้าสู่ปกตินายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ต้องสู้กับเฟกนิวส์ที่สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกให้เกิดความมึนงง มีปัญหาไปหมด ดังนั้น ที่ประชุม สมช.จะพิจารณา หากทุกหน่วยยืนยันว่าเรียบร้อยก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขอให้รอดูข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง จากทางรัฐบาล อย่าไปนำเรื่องจากโซเชียลมีเดียอย่างที่มีโน่นนี่มากระตุ้น ให้เกิดความปั่นป่วน ควรฟังอย่างมีสติ ส่วนการยุบ ศบ.ทก.นั้น กองทัพฝ่ายข่าว ที่เกี่ยวข้องจะประเมินทั้งหมด หากคิดว่าจบแล้วก็จบ ดังนั้นจะยุบ ศบ.ทก.เมื่อไหร่ต้องดูตรงนั้นก่อน ขอให้มีการประชุม สมช.ภายหลังการประชุมจะมีคำตอบปัดตอบต่ออายุราชการ มทภ.2ส่วนกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้ต่ออายุราชการ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการต่อสู้ และการปกป้องอธิปไตย มีทั้งหมดหลายกองทัพ และหลายคน ดังนั้นการต่ออายุราชการต้องดูระเบียบ เพราะยังมีรองแม่ทัพ และมีหลายๆคนอยู่ อันนี้เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ทางราชการ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการต่ออายุราชการให้ดำรงตำแหน่งต่อ แต่การต่อเวลาให้ขณะที่ยังรับราชการอยู่ เป็นไปได้ เดี๋ยวให้กองทัพดู ถ้าเห็นความจำเป็นคงเสนอมา เรามีความเชื่อมั่นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 มีความสามารถ ต้องให้กองทัพเป็นผู้พิจารณาอ้างให้เป็นเรื่องของกองทัพเมื่อถามว่า ระเบียบของกองทัพมีการให้ต่ออายุราชการได้หรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่าไม่น่าจะมี ขอให้เป็นเรื่องของกองทัพ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้เห็นคุณค่าของท่าน คุณค่าของท่านที่ทำหน้าที่ เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกคนอยู่แล้ว แต่การต่ออายุต้องไปดูระเบียบราชการอีกที คิดว่าถ้ามีช่องทาง กองทัพคงเสนอเรื่องขึ้นมา ถ้าแม่ทัพภาคที่ 2 เกษียณอายุราชการไปแล้ว จะมีบทบาทด้านไหนบ้าง พิจารณาได้ อย่าให้ระบบผิดเพี้ยน จะทำให้การบริหารระบบราชการต่างๆเป็นปัญหาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่