เรื่องเล่าเรื่องที่ 43 ในหนังสือ คารมคมปัญญา ข้อคิดทรงคุณค่า เพื่อชีวิตที่งดงาม (สุขภาพใจ พิมพ์ พ.ศ.2568) คุณประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เรียบเรียงจาก คัมภีร์ฮวายหนานจื่อ ยุคราชวงศ์ฮั่น ตะวันตกตั้งชื่อว่า “ดีร้ายใครจะรู้”นักอ่านเรื่องจีนคงเคยอ่านเรื่องเดียวกันนี้มาทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจะอ่านจากสำนวนใด ใครเขียนห่างจากชายแดนไม่ไกลนัก มีชายผู้หนึ่งซึ่งชื่นชอบการขี่ม้าอาศัยอยู่ วันหนึ่ง ม้าคู่ใจของเขาวิ่งเตลิดออกไปนอกเขตพรมแดน เพื่อนบ้านต่างพากันเสียดายแทน แต่บิดาผูู้เฒ่าของเขากลับกล่าวว่า“รู้ได้อย่างไรว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดี?”ผ่านไปหลายเดือน ม้าคู่ใจของชายหนุ่มก็กลับมา มิหนำซ้ำยังพาม้าที่องอาจสง่างามติดตามมาด้วยอีกหนึ่งตัว เพื่อนบ้านจึงแห่กันมาแสดงความยินดีแต่บิดาของชายหนุ่มกลับกล่าวว่า “รู้ได้อย่างไรว่า นี่ไม่ใช่เคราะห์ร้าย?”เมื่อมีม้าดีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว ชายหนุ่มซึ่งชื่นชอบการขี่ม้าเป็นชีวิตจิตใจ จึงใช้เวลาอยู่กับม้าตัวใหม่เกือบทั้งวัน แต่ม้าตัวใหม่เป็นม้าป่า ยังไม่ได้รับการฝึกฝนที่ดีจึงพยศอย่างมาก สะบัดเหวี่ยงจนชายหนุ่มตกจากหลังม้าขาหักและบาดเจ็บน่วมไปทั้งตัวเพื่อนบ้านจึงพากันมาเยี่ยมบ้านและปลอบใจ แต่บิดาของชายหนุ่มกลับกล่าวว่า“รู้ได้อย่างไร ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดี?”ปีถัดมา กองทัพของชนเผ่าอนารยชนบุกเข้ามาโจมตี ชายฉกรรจ์จำนวนมากถูกเกณฑ์ไปรบป้องกันประเทศ และต้องเสียชีวิตไปในสงคราม แต่ชายหนุ่มที่ชอบขี่ม้าซึ่งขาหัก จึงไม่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารสามารถมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย จนกระทั่งสงครามจบลงไม่เพียงเรียบเรียงเรื่องเล่าเรื่องนี้ได้ดีกว่าสำนวนที่ผมเคยอ่าน ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ยังมีแง่คิดต่อท้ายอะไรคือเรื่องร้าย อะไรคือเรื่องดี บางทีก็ยากที่จะสรุปได้โดยง่าย หรือตัดสินใจในเวลาอันสั้นบางครอบครัวฐานะยากจน แต่คนในบ้านผูกพันกลมเกลียว ช่วยกันทำมาหากินจนร่ำรวย จากนั้นก็เริ่มทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งผลประโยชน์ โกรธเกลียดกันถึงขั้นอาฆาตมาดร้าย หมายจะเอาชีวิตกันโดยพื้นฐานความยากจน เหมือนจะเป็นสิ่งไม่ดี แต่ก่อให้เกิดความสามัคคี เห็นอกเห็นใจกันในครอบครัว จนช่วยกันสร้างตัว สร้างฐานะให้เชิดหน้าชูตาไม่แพ้ใครในสังคมในแง่นี้ ความยากจนก็น่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่าเรื่องเลวร้ายกลับกัน ความร่ำรวย คือสิ่งที่ใครๆก็ใฝ่หา แต่กลับนำมาซึ่งความเกลียดชังถึงขั้นเลือดล้างตระกูลในกรณีนี้ ความร่ำรวยแทนที่จะเป็นโชคดี แต่กลับกลายเป็นเคราะห์ร้ายไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตได้ล่วงหน้า สิ่งที่เราควรจะกระทำก็คือ ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท เพราะตัวเราเองก็เป็นเหตุปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่จะส่งผลต่อความเป็นไปในอนาคตเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ดี จึงไม่ควรลำพองใจ และเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็อย่ารีบยอมแพ้หมดกำลังใจ เพราะโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงได้เสมอคนฉลาดมองหาโอกาสในวิกฤติ และระมัดระวังวิกฤติที่หลบซ่อนอยู่ในโอกาสชัยชนะและความพ่ายแพ้แต่ละครั้งเป็นทั้งโอกาสและวิกฤติ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดและการกระทำของเรา หลังจากนั้น คนโง่ก็แพ้ได้ในเวลาไม่นานนักเพราะความประมาทคนฉลาด รู้จักสรุปบทเรียนจากความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา จึงแพ้เพื่อชนะในอนาคต.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม