ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแนวชายแดนตึงเครียดหนัก“กัมพูชาใช้จรวดหลายลำกล้อง BM–21 ยิงใส่ไทย” ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะที่ตั้งทางทหารกลับพุ่งเป้าไปในพื้นที่พลเรือน โรงพยาบาล และชุมชน สร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนจนถือเป็นภัยต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างร้ายแรงตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ บาดเจ็บ 37 ราย และทหารเสียชีวิต 8 ศพ บาดเจ็บ 103 นาย ซึ่งเป็นปฏิบัติการขัดต่อกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ถือเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรงทำให้กองทัพไทยปฏิบัติการอย่างเข้มแข็ง “ตอบโต้กัมพูชาผู้รุกราน” ภายใต้สิทธิป้องกันตนเองมุ่งเน้นการปกป้องชีวิตประชาชน และรักษาอธิปไตย พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เล่าว่าสำหรับทหารไทยปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น “เป็นการป้องกันตนเอง” เพื่อยับยั้งตอบโต้การรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชาที่ได้ก่อความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ในการโจมตีใส่พลเรือนไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน เช่นนี้การตอบโต้ของฝ่ายไทยจึงอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเองตามสิทธิที่ชอบธรรมอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อ “ความปลอดภัยของประชาชน และอธิปไตยของประเทศ” เพราะฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นอาวุธหนักอย่างจรวด BM-21 “ยิงเป็นชุดห่าฝนควบคุมเป้าไม่ได้” ทำให้กระสุนกระจายเป็นวงกว้างกระทบพื้นที่พลเรือน สะท้อนถึงฝ่ายกัมพูชาจงใจไม่ได้มุ่งเป้าหมายไปยังที่ตั้งทางทหารเป็นหลักสำคัญทว่าการปฏิบัติการลักษณะนี้มีมาตลอดตั้งแต่ปี 2554 “ฝ่ายกัมพูชามุ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์” คราวนั้นก็ใช้อาวุธหนักยิงใส่สิ่งปลูกสร้างของพลเรือน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ที่พักอาศัย และชุมชนต่างๆ ถือว่าเป็นการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขัดต่ออนุสัญญาเจนีวามาตลอดจนมาวันนี้กัมพูชาก็ยังเลือกใช้วิธีเดิมๆ “แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่แยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน” ทำให้ฝ่ายไทยต้องใช้กำลังทางอากาศทำลายอาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชาในการป้องกันตนเอง ทั้งพยายามรวบรวมข้อเท็จจริงไว้ใช้เป็นหลักฐานชี้แจงต่อเวทีระหว่างประเทศให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไปเพราะการสู้รบครั้งนี้ “ฝ่ายไทยสูญเสียอย่างมาก” โดยเฉพาะพลเรือนผู้บริสุทธิ์อันเป็นผลจากการที่กัมพูชาเปิดฉากโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายมุ่งยิงใส่พลเรือน นับเป็นการกระทำไร้หลักมนุษยธรรมเข้าข่ายอาชญากรสงคราม “สังคมโลก” ควรมุ่งเป้าไปต้นตอปัญหาเปิดฉากโจมตีให้เกิดการสูญเสียกับประชาชนคนไทยมากมายขนาดนี้แล้วสิ่งหนึ่งที่คนไทยไม่ควรลืมคือ “การให้เกียรติยกย่องต่อผู้อยู่แนวหน้า” โดยเฉพาะทหารไทยที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง สมความภาคภูมิด้วยความเสียสละ เพื่อปกป้องประเทศชาติจากภัยคุกคาม จริงๆแล้วสถานการณ์ชายแดนนั้น “ไทยไม่ใช่แค่เผชิญหน้าทางทหารเท่านั้น” แต่กัมพูชาได้พยายามใช้กลยุทธ์ในหลายมิติ ทั้งเคลื่อนไหวในระดับอาเซียน และเวทีระดับโลก ผ่านการนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ในบริบทนี้ไทยต้องตอบสนองแยกการสู้รบกับกัมพูชาเป็น 3 สมรภูมิ คือสมรภูมิแรก...“แนวรบทางทหาร”ในการปกป้องอธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน ในการป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม และปฏิบัติด้วยความอดทนเด็ดขาด สมรภูมิที่สอง...“การทูตบนเวทีโลก” ไทยควรเร่งสื่อสารกับนานาชาตินำเสนอข้อเท็จจริงหลักฐานถึงผลกระทบต่อพลเรือนจากกัมพูชายิงใส่โรงพยาบาล และชุมชนซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการตอบโต้กรณีกัมพูชาส่งหนังสือร้องเรียนกล่าวหาว่า “ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากการโจมตีบุกรุกดินแดนกัมพูชาก่อน” ในเรื่องนี้นักการทูตไทยคงต้องใช้ฝีไม้ลายมืออย่างเฉียบคม เพื่อโต้แย้งด้วยข้อเท็จจริงในหลักฐานที่ชัดเจนว่าไทยมิได้เป็นฝ่ายรุกรานใคร...สมรภูมิที่สาม...“สงคราม IO” ฝ่ายกัมพูชาพยายามเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนสร้างภาพที่ตนเองได้เปรียบปลุกรวมพลังแสดงความไม่พอใจนำมาสู่ “พฤติกรรมเกเรยั่วยุที่เกิดขึ้น” เช่นนี้คนไทยก็ควรแสดงความเห็นทางโซเชียลฯ เพื่อตอบโต้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกัมพูชาในการสื่อสารกับประชาคมโลกอย่างรอบด้านเพราะเหตุปะทะที่เกิดขึ้นนั้น “ไทยมิใช่ผู้เปิดฉากก่อน” หากแต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่มีท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือจุดประเด็นความขัดแย้งทั้งในเชิงทหาร และการเมืองระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานี้ถ้าย้อนกลับไปในปี 2554 “เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย– กัมพูชา”ก็ทราบดีว่าฝ่ายกัมพูชามีความเสียหายจำนวนมาก กลายเป็นบทเรียนสำคัญนำมาสู่การพัฒนากองทัพอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกซ้อมที่เข้มข้น และการเสริมขีดความสามารถของกำลังพลในเชิงยุทธวิธี และเทคโนโลยีขณะเดียวกัน “ฝ่ายไทยก็พัฒนากำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์เหมือนกัน”ดังนั้นระยะเวลา 10 ปีมานี้ขีดความสามารถทางทหารของไทย และกัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้อาวุธที่ใช้ในสนามรบมีความรุนแรง และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การเผชิญหน้าในรอบล่าสุดยกระดับความรุนแรงสูงกว่าในอดีตหลายเท่ายิ่งกว่านั้นไทยก็ไม่ได้หยุดนิ่งมองแค่ “การรับมือเฉพาะหน้า”แต่มีการวางแผนในระยะยาวเสริมขีดความสามารถทุกมิติ โดยเฉพาะอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือทางทหารต่างๆ ดังนั้นวันนี้คนไทยไม่ต้องกังวลกับอาวุธของฝ่ายกัมพูชา เพราะกองทัพไทยเตรียมการวางแผนไว้รอบด้านมองการณ์ไกลในเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้ว“แม้ว่ากัมพูชามีขีปนาวุธ PHL-03 ยิงได้ไกล 130 กิโลเมตร แต่คนไทยไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะทหารไทยในพื้นที่อยู่หน้าแนวรบมาหลายปีรู้สถานการณ์ทุกอย่างที่พร้อมจะรับมือได้อย่างเหมาะสม และอย่าคิดว่ากัมพูชามีอาวุธร้ายแรงแล้วคนไทยต้องหนักใจกลัว สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ทหารไทยทำให้ภัยนั้นหมดไป” พล.อ.นิพัทธ์ ว่าอีกประการสำคัญ “ไทยมีการใช้เครื่องบินรบตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างเหมาะสม” อันเป็นการปฏิบัติการอยู่ภายใต้กรอบยุทธการ หรือยุทธศาสตร์ และความจำเป็นในการป้องกันประเทศภายใต้กรอบที่เรียกว่า “แผนจักรพงษ์ภูวนาถ” ครอบคลุมการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร 3 เหล่าทัพมีเป้าหมายเพื่อป้องกันตนเอง รักษาอธิปไตย ปกป้องชีวิตประชาชน โดยมุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารของกัมพูชาเท่านั้น ไม่มีเป้าหมายใดเลยที่เป็นพื้นที่พลเรือน เพราะเรามีความระมัดระวังเรื่องนี้อย่างที่สุดย้ำว่าทุกอาวุธที่กองทัพไทยใช้นั้น “มีเหตุ และมีผล” ภายใต้หลักความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ตามสิทธิในการป้องกันตนเองที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากล...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม