รอง ผบช.น.แถลงสรุปสถานการณ์ม็อบปักหลักหน้าทำเนียบฯ ตำรวจยกตู้คอนเทนเนอร์ออกหมดแล้ว หลังพบการชุมนุมไม่ใช้ความรุนแรงแต่ยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ควบคุมโรคอยู่ดี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทยอยเร่งเจรจาม็อบทุกกลุ่มให้ออกจากพื้นที่ เพราะไม่อยากใช้มาตรการรุนแรงกับผู้ชุมนุม ขณะที่กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบันนัดรวมตัวที่หอศิลปฯหวิดป่วน มีเยาวชนชายมายืนชู 3 นิ้ว เลยโดนการ์ดตบหน้า ตำรวจต้องห้ามทัพวุ่น ขณะที่ “ทราย” แม่ยกแห่งชาติ ร่วมกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชู 3 นิ้วไล่นายกฯ กรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี โพสต์นัดหมายมวลชนมารวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลาบ่ายสองโมงวันที่ 13 มี.ค. เพื่อเคลื่อนขบวนเดินทะลุฟ้า V2 มายังทำเนียบรัฐบาล โดยมีกลุ่มอาชีวะไล่เผด็จการประกาศรวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะเคลื่อนมาสมทบ เพื่อตั้งหมู่บ้านทะลุฟ้าประกาศปักหลักที่สะพานชมัยมรุเชฐ จนกว่า 4 ข้อเรียกร้องคือ ปล่อยเพื่อนเรา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิก ม.112 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลาออก จะบรรลุผล ตำรวจนครบาลหวั่นเกิดเหตุรุนแรงเตรียมชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) รับสถานการณ์ 31 กองร้อย สุดท้ายตำรวจเข้าเจรจาจนผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายกลับ แต่ยังมีบางส่วนค้างคืนบริเวณคลองเปรมประชากร และถนนพระราม 5 ที่ไม่มีผลกระทบกับการจราจร โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 มี.ค. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. กล่าวสรุปสถานการณ์ชุมนุมเดินทะลุฟ้า V2 จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงทำเนียบรัฐบาลว่า ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีเหตุรุนแรง กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัวตามเวลาที่ได้มีการพูดคุยกันไว้ สำหรับการมารวมตัวกันในลักษณะดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 9 แห่งพระราช-กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ แม้จะไม่ได้ก่อความวุ่นวายใดๆ ก็ยังเป็นความผิดใน 2 ข้อหานี้อยู่ดีพล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า ล่าสุดตำรวจได้ยกตู้คอนเทนเนอร์บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐออกหมดแล้ว เนื่องจากการข่าวและความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมดูแล้วไม่มีพิษภัย ไม่เสี่ยงต่อการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ไม่มีความจำเป็นในการตั้งสิ่งกีดขวาง สำหรับการปักหลักค้างคืนของผู้ชุมนุมเมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อาจอนุโลมให้ค้างคืนได้ แต่ในวันนี้คณะอนุกรรมการประสานงานเร่งรัดติดตามแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตำรวจ ได้ทยอยเข้าเจรจากับผู้ชุมนุมแต่ละกลุ่ม เริ่มจากฝั่งเซฟบางกลอยก่อน เช้าวันจันทร์จะมีการทบทวนข้อตกลงบางข้อ คาดว่าในเช้าวันอังคาร กลุ่มเซฟบางกลอยจะเคลื่อนตัวกลับ เจ้าหน้าที่จะพยายามเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ต้องการใช้มาตรการรุนแรงกับผู้ชุมนุม แต่หากผู้ชุมนุมไม่ยอมออกจากพื้นที่ คงต้องประเมินตามสถานการณ์ส่วนสถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.วันเดียวกัน ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน นำโดยนายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ บูรณพณ อายุ 39 ปี นัดหมายรวมตัวจัดกิจกรรมเชิดชูสถาบัน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีการปราศรัยให้ความรู้ถึงบุญคุณของสถาบัน ทั้งร้องเพลง ชูธงชาติไทย ธงพระปรมาภิไธย และประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะปกป้องเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มีรายงานด้วยว่า ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มบนลานสกายวอล์ก ด้านบนของลานหน้าหอศิลปฯ มีเยาวชนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวบ้านบางกลอย แต่การ์ดของกลุ่มอาชีวะคิดว่าเป็นกลุ่มราษฎรมาป่วนเข้าไปยืนล้อมจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ที่มารักษาการณ์ ขอให้กลุ่มทำกิจกรรมบางกลอยเดินทางกลับก่อนเพราะเกรงจะเกิดการเข้าใจผิด จากนั้นมีเยาวชนชาย 2 ราย มายืนชู 3 นิ้ว บนสกายวอล์ก เมื่อมวลชนรักสถาบันที่อยู่ที่ลานจัดกิจกรรมด้านล่างเห็นเข้าตะโกนบอกให้การ์ดอาชีวะขึ้นไปยุติการกระทำ โดยกรูเข้าไปล้อมกรอบเยาวชน มีการโต้เถียงกัน ก่อนกลุ่มการ์ดอาชีวะได้ตบหน้า 1 ใน 2 เยาวชน สุดท้ายมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาห้ามปราม ก่อนที่เยาวชนชู 3 นิ้วจะเดินหาย เข้าไปในหอศิลปฯส่วนการชุมนุมบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล ริมคลองเปรมประชากร ติดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ศูนย์พณิชยการพระนคร กลุ่มมวลชนเดินทะลุฟ้า ที่เดินเท้ามาชุมนุมขับไล่รัฐบาลได้ปักหลักอยู่บนถนนพระราม 5 ฝั่งสะพานอรทัย เป็นวันที่ 2 ขณะที่กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-MOVE และกลุ่ม SAVE บางกลอย ที่ชุมนุมอยู่ก่อนหน้า ปักหลักอยู่ฝั่งอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพร ทั้งนี้ ในพื้นที่ชุมนุมมีการเพิ่มมาตรการตรวจสอบคัดกรองบุคคลที่จะผ่านเข้าออกเข้มงวดขึ้น ป้องกันเจ้าหน้าที่แฝงมาหาข่าวและมีศิลปินกราฟิตี้นำสีสเปรย์มาพ่น เป็นงานศิลปะบนตู้คอนเทนเนอร์ที่เจ้าหน้าที่นำมาวางเป็นเครื่องกีดขวางไว้บริเวณริมคลอง ต่อมาในช่วงค่ำมวลชนทั้ง 2 กลุ่มได้แยกกันทำกิจกรรมปราศรัยในพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากเป็นข้อเรียกร้องเรื่องการเมืองกับเรื่องที่ดินทำกินเป็นคนละปัญหา บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เย็นวันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มนักศึกษา “พรรควิฬาร์ WilarParty” นำโดยนายธนาธร วิทยเบญจางค์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันจัดชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผลทำลายประชาธิปไตยของชาติ มี น.ส.อินทิรา หรือทราย เจริญปุระ นักแสดง เข้าร่วม นอกจากกลุ่มนักศึกษาแล้ว ยังมีประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนหนึ่งด้วย โดยเวลา 18.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ชูสามนิ้วระหว่างการเคารพธงชาติ พร้อมทั้งถือธงชาติที่มีการเขียนอักษรของทางกลุ่มผู้ชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิต่างๆลงบนธงชาติด้วยน.ส.อินทิรา หรือทราย เจริญปุระ กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมในวันนี้ เนื่องจากทางน้องๆทีม มช.มีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วภายใต้นามของราษฎร แน่นอนว่าข้อเรียกร้องหลักก็ยังคงอยู่ และกล่าวถึงเรื่องของศาลที่ตัดสินไม่ยุติธรรมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และหลายๆครั้งที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องของการสั่งขังโดยไม่ให้สิทธิ์ประกัน หรือถูกจับตัวไปอย่างกะทันหัน จะมีการปราศรัยบนเวที หลักๆ คือการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ถูกจับกุมไปนายธนาธร วิทยเบญจางค์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมชุมนุมในวันนี้ก็เป็นไปตามชื่อของกิจกรรม การขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยทุกอย่างที่ทำไปคือการสาวไส้ ที่หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้ว แต่จะเรียบเรียงและเซอร์ไพรส์ผู้เข้าร่วมการชุมนุมว่าเรากำลังจะทำอะไรต่อไป จากนี้การชุมนุมจะไม่ใช่เพียงการชุมนุมแล้วหยุด แต่จะทำกันอย่างเป็นยุทธการ จะมีการประกาศสื่อมวลชนเป็นระยะๆ เพื่อสร้างความเสรีร่วมกัน ในส่วนของวันนี้กิจกรรมหลักๆ อาจจะไม่ได้เน้นปราศรัย แต่จะเน้นกิจกรรม แสง, สี, เสียง ร่วมกับพี่น้องผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นสำคัญ เพราะต้องการการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับทุกคน เสียงของทุกคนคือเสียงของประชาชนคนหนึ่ง เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อยากจะส่งเสียงนี้ขึ้นไปบอกนายกรัฐมนตรีว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องก้าวต่อไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรม มีความปลอดภัย และมั่นคงในชีวิต