“เดิมขายข้าวหลามอยู่หน้าเรือนจำสมุทรปราการ วัตถุดิบราคาแพงขึ้น กำไรเริ่มน้อยลง จึงคิดอยากกลับไปอยู่บ้านเกิดที่ จ.กำแพงเพชร แต่ก็ถามตัวเองกลับไป แล้วจะทำกินอะไร เพราะไม่เคยทำอาชีพเกษตร เข้าอบรมเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการ 1 ไร่ 1 แสน แต่ก็ยังไม่อยากทำ จึงกลับไปขายข้าวหลามตามงานอีเวนต์ แม้จะได้กำไรไม่มากเหมือนเมื่อก่อนบังเอิญ ได้รับเลือกจากโครงการเซ็นทรัลกรุ๊ป ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต ประชารัฐโมเดิร์นเทรด ให้นำข้าวหลามมาขาย เห็นบูธข้างๆ แบกอ้อยลำยาวๆ คั้นน้ำขายแทบไม่ทันลูกค้าแต่ละวันได้เงินหลายพัน เลยสนใจเรียนรู้การตลาด น้ำอ้อยคั้นมีขายอยู่ทั่วไปหาดื่มได้ง่าย ยุคนี้ผู้บริโภคเน้นเรื่องความปลอดภัย หากต้องการให้น้ำอ้อยขายได้ราคา ต้องปลูกอ้อยอินทรีย์ตลาดถึงจะไปได้กว้าง” นางมาติกา ศรีวรรณะ ชาวบ้านหนองตะเคียน ต.ป่าพุทรา อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร เล่าถึงที่มาของอาชีพใหม่ แม่ค้าขายอ้อยคั้นน้ำ...หลังตัดสินใจทำไร่อ้อยอินทรีย์ จึงไปขอกู้เงิน 250,000 บาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นำมาเป็นต้นทุนทำปุ๋ยหมักเพราะที่ดินมรดกได้จากพ่อ เป็นที่ปล่อยทิ้งร้างมานานหลายปี หน้าดินไม่เรียบปลูกอ้อยเสี่ยงถูกน้ำท่วมขัง ต้องซื้อดินจากที่อื่นมาปรับหน้าดิน แม้จะได้แปลงที่ราบเรียบ แต่ที่เอามาถมเป็นดินแข็ง ไม่มีอินทรียวัตถุอยู่เลย ปลูกพืชไม่ได้เลยต้องเปลี่ยนวิธีปลูก จ้างรถแบ็กโฮมาขุดหลุม พื้นที่ 1 ไร่ ขุดหลุม 300 หลุม แต่ละหลุมห่างกัน 2 เมตร เพื่อเวลาอ้อยโต กอใหญ่ขึ้นจะได้เดินเข้าไปตัดได้สะดวก ขุดหลุมเสร็จ ต่อด้วยการทำปุ๋ยหมัก สูตรปุ๋ยพืชสด 30 กก. มูลสัตว์ 30 กก. รำ 20 กก. น้ำจุลินทรีย์ 20 ลิตร และเอาดินที่ได้จากการขุดหลุมมาผสมด้วยกันอีก 20 กก. ทั้งนี้ เพื่อให้จุลินทรีย์ที่ผสมไปจะได้ปรับตัวให้เข้ากับดินที่ปลูกอ้อย...หลังผสมเสร็จนำปุ๋ยหมักใส่หลุมอ้อย หลุมละ 1 บุ้งกี๋จากนั้นนำท่อนพันธุ์มาเพาะในถุงชำ 15 วัน ถึงจะนำไปปลูกลงหลุมที่เตรียมไว้...ช่วง 1 ปี ตัดอ้อย 20 ลำ คั้นน้ำได้ 130 ขวด ขวดละ 250 มล. นำไปขายภายใต้แบรนด์ น้ำอ้อยคั้นอินทรีย์ ขวดละ 20 บาท ได้เงิน 2,600 บาทพื้นที่ 1 ไร่ อ้อย 300 หลุม แต่ละกอมี 10 ลำ คั้นน้ำรวมแล้วขายได้เงิน 390,000 บาท ยังไม่หักต้นทุน ค่าแรงงานตัด–ทำความสะอาด และขวดบรรจุ สนใจติดต่อ 09–7397–5545.เพ็ญพิชญา เตียว