4-5 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินทางการรณรงค์เรียกร้องให้เกษตรกรรู้จักการทำเกษตรในพื้นที่เหมาะสมบ่อยกว่าช่วงรัฐบาลปกติ...แต่ดูเหมือนนิยามคำว่า “เหมาะสม” ของทางการจะมีความหมายแค่เพียงดิน คุณภาพดิน ชุดดินที่เหมาะสมกับการปลูกพืชแต่ละชนิดเท่านั้นเองทั้งที่คำว่า “เหมาะสม” น่าจะกินใจความมากกว่านั้น ทั้งเรื่องดิน แหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝน พันธุ์พืช การจัดการ เตรียมแปลง การให้ปุ๋ย แม้กระทั่งเรื่องตลาด โลจิสติกส์ ควรจะต้องเหมาะสมไปพร้อมกันด้วยบัลลังก์โมเดล...โครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 อันเกิดจากความร่วมมือของเทศบาลตำบลบัลลังก์ สำนักงานเกษตรอำเภอโนนไทย หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส์ จำกัด (มหาชน) น่าจะเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรที่รวมความเหมาะสมในหลายด้านมาไว้ในโครงการเดียวได้อย่างน่ายกย่อง โครงการนี้เริ่มมาจากเกิดกระแสเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ การส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของภาคเอกชน เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญทำให้เกษตรกรบุกรุกทำลายป่า ทั้งที่ภาคเอกชนทำธุรกิจนี้มีหลายบริษัท แต่บริษัทที่ถูกกล่าวหารุนแรงมากที่สุด...ซีพี เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพราะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ เบอร์ 1 หนี ไม่พ้นจะต้องเป็นชื่อที่ถูกผู้คนนึกถึงมากกว่าบริษัทอื่นเพื่อลดข้อครหา บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส์ ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับซีพี จึงคิดจะทำโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ถูกกฎหมาย มีเอกสารสิทธิ ไม่มีการบุกรุกป่าสิ่งแรกที่จะต้องทำการเกษตรแบบสารพัดเหมาะสม...ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม สำรวจดูก่อนว่าพื้นที่เหมาะสมทั้งเรื่องดินและปริมาณน้ำฝน มีความเหมาะสมที่จะปลูกข้าวโพดแค่ไหน...ทั่วประเทศมีกว่า 10 ล้านไร่ แต่เพื่อให้เหมาะสมทั้งเรื่องตลาดและโลจิสติกส์ ไม่ต้องขนข้าวโพดไปขายไกล อยู่ใกล้โรงงานผลิตอาหารสัตว์...ความเหมาะสมจึงถูกขีดวงจำกัดเหลือแค่ จ.นครราชสีมา เพราะบริษัทมีโรงงานตั้งอยู่ 2 แห่งในที่สุดได้พื้นที่ ต.บัลลังก์ เพราะอยู่ห่างจากโรงงานแค่ 60 กม. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้ความร่วมมือ และเกษตรกรมีความต้องการ ฤดูปลูกปี 2559 ...เริ่มลงมือ มีเกษตรกรเข้าร่วม 30 ราย พื้นที่ปลูก 700 ไร่ความเหมาะสม อันดับต่อมา...บำรุงพื้นที่ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ให้ความรู้เกษตรกรเก็บตัวอย่างดินในแปลงตัวเองมาตรวจวิเคราะห์ดูธาตุอาหาร เพื่อจะได้ใช้ปุ๋ยสั่งตัดให้เหมาะกับดินและข้าวโพดตามด้วยไถเตรียมแปลงให้เหมาะสม...จากเดิมเกษตรจะไถลึกแค่ 15-20 ซม. เปลี่ยนเป็นไถลึก 30 ซม. เพราะเป็นระดับที่เหมาะสมในการหากินอาหารของรากข้าวโพด ระยะการปลูกระหว่างต้นต้องเหมาะสม ปกติชาวบ้านจะปลูกห่างกัน 60 ซม. ด้วยเชื่อว่าปลูกแน่น จะได้ผลผลิตเยอะ เพราะไม่รู้ว่าข้าวโพดต้องการแดดมาก ปลูกแน่น นอกจากใบข้าวโพดจะบังแดดกันเอง ยังจะแย่งอาหารกันอีกด้วย...ระยะที่เหมาะสมต้องห่างกัน 70-75 ซม.ใส่ปุ๋ยก็ต้องเหมาะสม...ไม่เพียงแค่ใส่ปุ๋ยสูตรสั่งตัด วิธีการต้องปรับใหม่ จากเดิมเกษตรกรจะหยอดปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์พร้อมกัน เปลี่ยนมาเป็นหยอดปุ๋ยลงไปก่อนให้อยู่ใต้เมล็ดพันธุ์ 5 ซม. เพื่อเวลารากงอกแทงลงไปใต้ดินจะได้เจอปุ๋ยไม่ใช่ใช้วิธีการเดิม ปล่อยให้รากอยู่ใต้ปุ๋ย...รากเจาะแทงลงไปไม่เจอปุ๋ย การใส่ปุ๋ยรอบ 2 หลังจากปลูกไปแล้ว 30 วัน ต้องเหมาะสม เดิมชาวบ้านใช้วิธีหว่านปุ๋ยยูเรีย โดยไม่รู้ว่าหว่านไปบนดิน ยูเรียจะระเหิดระเหยไปอย่างไร้ประโยชน์...วิธีที่เหมาะสม ต้องฝังกลบป้องกันปุ๋ยระเหิดผลผลิตปีแรก ได้ผลผลิตไร่ละ 745 กก. มีต้นทุนอยู่ กก.ละ 5.45 บาท ...จากเดิมเคยได้ไร่ละ 620 กก. ต้นทุน กก.ละ 6.25 บาททำแบบเหมาะสมได้ทั้งลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต แถมบริษัทให้สัญญาตั้งราคารับซื้อไม่ต่ำกว่า กก.ละ 7.90 บาท แต่ถ้าราคาตลาดสูงกว่านั้น จะรับซื้อตามราคาตลาดเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ปีถัดมามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มเป็น 380 ราย พื้นที่ 7,600 ไร่ ได้ผลผลิตเพิ่มมาเป็นไร่ละ 1,096 กก. ต้นทุนต่ำลงไปเหลือ กก.ละ 4.56 บาทปีที่ 3 เกษตรกรเลยแห่เข้าร่วมโครงการเป็น 740 ราย พื้นที่เพิ่มเป็น 30,000 ไร่ ต้องขยายโครงการข้ามอำเภอไปถึง อ.ขามสะแกแสง และ อ.พระทองคำ...ผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับปีที่ 2ส่วนฤดูปลูกหน้าฝน ปี 62 ขยายโครงการเพิ่ม มีเกษตรกรเข้าร่วม 1,000 ราย พื้นที่ 50,000 ไร่ แต่จะยังคงหลักการเหมาะสมแบบเดิม เลือกเฉพาะพื้นที่ในนครราชสีมา เพราะมีความเหมาะสมในเรื่องตลาดและโลจิสติกส์.ชาติชาย ศิริพัฒน์