พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่มีอัตราโทษรุนแรง ปรับ 400,000-800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างไว้ 1 คน ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเท่านั้น ยังมีผลโดยตรงต่อภาคการเกษตรอีกด้วยศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงตัวเลขแรงงานต่างด้าวภาคเกษตรคงเหลือทั่วราชอาณาจักร เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ว่า ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วมี 248,281 คน อยู่ในภาคเกษตร+ปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คนแต่ยังมีแรงงานนอกระบบอีก 170,000 ราย ที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้...เนื่องจากเป็นชนกลุ่มน้อยที่ประเทศต้นทางยังไม่มีหลักฐานระบุตัวตนว่าเป็นคนชาติใดแน่ทำให้ขณะนี้แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรขาดแคลนอยู่ประมาณ 15% หรือประมาณเกือบ 3 หมื่นคน เมื่อหาคนทำงานไม่ได้ ส่งผลให้เม็ดเงินในภาคการเกษตรหายไปประมาณ 2,560.59 ล้านบาทและปัญหาสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ภาคเกษตรมีปัญหามาตลอด ไม่ใช่เพราะกฎหมายใหม่อย่างเดียว แต่มาจากแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานภาคเกษตรในช่วงแรก ผ่านไประยะหนึ่งเมื่อเรียนรู้ภาษาไทยได้ ปรับปรุงแต่งตัวดีขึ้น มักจะย้ายงานไปทำด้านอื่นที่สบายกว่า เช่น คนรับใช้ในบ้าน หรือในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบกิจการภาคเกษตรเดือดร้อน ต้องหาแรงงานเข้ามาทดแทนไม่หยุดหย่อนศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร จึงมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย รัฐควรปรับบทลงโทษ และควรขยายเวลาการบังคับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ในภาคการเกษตร ออกไปให้มากกว่า 180 วัน เพราะแรงงานในภาคเกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย และการขึ้นทะเบียนยังมีปัญหาเรื่องความซับซ้อนและยุ่งยาก ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ดังนั้นรัฐควรอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดขั้นตอนลงไปให้มากที่สุด สมควรที่จะต้องมีหน่วยบริการแบบ ONE STOP SERVICE และทำอย่างต่อเนื่องด้วยที่สำคัญต้องบังคับให้ชัดเจนว่า มาทำงานด้านการเกษตร+ปศุสัตว์ และประมง ไม่ใช่ได้ใบอนุญาตแล้วย้ายไปทำงานตามบ้าน ร้านอาหาร และโรงงานอุตสาหกรรม...อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา.สะ–เล–เต