“วันตรุษจีน”...แม้ฟ้าจะเปลี่ยนสี ปีจะเปลี่ยนพุทธศักราช แต่ศรัทธาแห่งมังกรยังคงเข้มขลัง สันนิษฐานกันว่าวันนี้มีมานับตั้งแต่โบราณจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิหลังจากที่ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับหิมะและความหนาวเหน็บจนไม่สามารถเพาะปลูกหรือทำการเกษตรได้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิจึงเป็นเสมือนวันปีใหม่ ที่จะได้กลับมาทำการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์ โดยชาวจีนจะเฉลิมฉลองยาวนานถึง 15 วัน มีการรวมญาติ กินอาหารร่วมกัน รวมถึงไหว้เทพเจ้า บรรพบุรุษ เพื่อขอพร เสริมสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัวตลอดทั้งปีอีกด้วย โดยทั่วไปแล้วของไหว้ตรุษจีน จะประกอบด้วยเนื้อสัตว์ 3 หรือ 5 อย่าง อาหารแห้ง อาหารเจ ผลไม้ ขนมมงคล ซึ่งของไหว้ที่นิยมนำมาไหว้มีดังนี้ “ไก่” หมายถึงความสง่างาม เกียรติยศ...“เป็ด” หมายถึงความสามารถที่หลากหลาย...“ปลา” หมายถึงความอุดมสมบูรณ์...“หมู”...“หมึก” หมายถึงความอุดมสมบูรณ์...“ถั่วตัด” หมายถึงเงิน...“ขนมเข่ง ขนมเทียน” หมายถึงความหวานชื่น...“ขนมไข่” หมายถึงความเจริญ...“ขนมถ้วยฟูหรือขนมสาลี่” หมายถึงความรุ่งเรือง เฟื่องฟู...“ซาลาเปาหรือหมั่นโถว” หมายถึงการห่อโชค...“ขนมจันอับ” หมายถึงความสุขตลอดไป...“บะหมี่” หมายถึงอายุยืนยาว...“เม็ดบัว” หมายถึงการมีลูกชายจำนวนมาก...“สาหร่ายทะเลสีดำ” หมายถึงความมั่งคั่ง...“หน่อไม้” หมายถึงการอวยพรให้ผาสุก...“ส้ม” หมายถึงความเป็นสิริมงคล...“ลูกพลับ” หมายถึงผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างราบรื่น... “แอปเปิ้ล” หมายถึงความสุขสงบ“สับปะรด” หมายถึงความโชคดี... “แก้วมังกร” หมายถึงอำนาจ ความอุดมสมบูรณ์ศรัทธาความเชื่อในเทศกาล “วันตรุษจีน” วันที่หลายคนเชื่อว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินฟ้า เป็นจังหวะเวลาแห่งการ “เปิดดวง” และ “รับโชค” แต่หากมองให้ลึกกว่าซองอั่งเปาและโต๊ะไหว้ที่อุดมด้วยของมงคล ตรุษจีนอาจไม่ใช่แค่พิธีกรรม หากคือ “ตำนานความเชื่อ” ที่สอนให้มนุษย์รู้จักจัดระเบียบชีวิต...ตั้งต้นใหม่ และยึดโยงครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน ตำนานปิศาจ “เหนียน” กับความกลัวที่กลายเป็นปัญญา เรื่องเล่าจากแผ่นดินจีนโบราณที่กล่าวถึงปิศาจชื่อเหนียนออกอาละวาดปลายปี กัดกินพืชผล ทำร้ายผู้คน จนชาวบ้านค้นพบว่าเหนียนกลัวเสียงดัง สีแดง และแสงไฟ จากความกลัว...กลายเป็นความรู้ จากการหนี...กลายเป็นการรับมือประทัด สีแดง และโคมไฟ จึงไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์ของการ “ไม่ยอมจำนนต่อเคราะห์กรรม”นี่คือแก่นแท้ของศรัทธาที่ไม่ใช่การหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว หากคือการเรียนรู้และลุกขึ้นจัดการชีวิตของตนเอง...นับรวมไปถึงการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ใจตัวเอง ซึ่งโต๊ะไหว้วันตรุษจีนนั้นจะเรียงลำดับชัดเจน ฟ้า...ดิน...เทพเจ้า...บรรพบุรุษพิธีกรรมนี้ซ่อนนัยสำคัญว่า ชีวิตมนุษย์อยู่ได้เพราะหลายสิ่งเกื้อหนุน “ฟ้าให้จังหวะเวลา ดินให้ที่ยืน บรรพบุรุษให้รากเหง้า และตัวเรา…ต้องรู้จักสำนึกและตอบแทน”หลายครอบครัวเชื่อว่า หากลูกหลานพร้อมหน้ากันในวันตรุษจีน บ้านนั้นจะ “ไม่ขาดโชค” เพราะความพร้อมเพรียงคือพลังมงคลที่เข้มแข็งที่สุดยิ่งกว่าเครื่องรางใดๆ ตอกย้ำของไหว้ที่สะท้อนศรัทธาแห่งความหวัง เช่น ส้มสีทองคือความมั่งคั่ง ปลาคือความอุดมสมบูรณ์ ไก่คือความขยันและก้าวหน้า ขนมเข่ง...ขนมเทียน คือความราบรื่นและความหวานชื่น แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ของไหว้ หากคือ “เจตนา” ของผู้ไหว้“ไหว้ด้วยความโลภ อาจได้เพียงความหวัง...ไหว้ด้วยความกตัญญู อาจได้ทั้งพลังใจและปัญญา”ครูบาอาจารย์สายพุทธ-เต๋าหลายท่านมักกล่าวตรงกันว่า “ปีใหม่ที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากปฏิทิน แต่เริ่มจากใจ” การทำความสะอาดบ้านก่อนตรุษจีน จึงไม่ใช่แค่ปัดกวาดฝุ่น แต่คือการปล่อยวางเรื่องค้างคา การงดทะเลาะในวันปีใหม่ไม่ใช่เพราะกลัวโชคร้าย แต่เพราะเข้าใจว่า “คำพูด” คือพลังที่กำหนดทิศชีวิต...การให้ซองอั่งเปาไม่ใช่เพราะจำนวนเงิน แต่เพราะการส่งต่อความปรารถนาดีในวันที่เศรษฐกิจผันผวน หนี้สินรุมเร้า และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ “ตรุษ จีน”...อาจไม่สามารถให้โชคลาภทันตาเห็น แต่ยังคงทำหน้าที่สำคัญ...เตือนให้มนุษย์ “หยุดทบทวน” ทบทวนว่าเราเดินทางมาไกลแค่ไหน ทบทวนว่าเราดูแลคนข้างกายดีพอหรือยัง?และทบทวนว่า ปีใหม่ที่กำลังมาถึง...เราจะใช้ชีวิตด้วยสติ หรือปล่อยให้โชคชะตาลากไป เผื่อไว้เป็นความรู้กันอีกเรื่อง “เคล็ดเสริมเฮง ไหว้เจ้าอย่างไรให้...สวรรค์เปิด” นี่คือการขอใบเบิกทางจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เริ่มจาก...ช่วงเช้า (ไหว้เทพเจ้า) ขอบคุณเทพยดาฟ้าดินที่คุ้มครอง...ช่วงสาย (ไหว้บรรพบุรุษ) ระลึกถึงรากเหง้าของตนเอง (เชื่อกันว่าความกตัญญูคือเกราะคุ้มภัยชั้นยอด)...ช่วงเที่ยง-บ่าย (ไหว้สัมภเวสี) เป็นการให้ทานแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ เพื่อเป็นการทำบุญใหญ่เสริมบารมี ที่สำคัญคือ...การไหว้เทพเจ้าโชคลาภ (ไฉ่ซิงเอี๊ย) มักไหว้ในยามดึก โดยเชิญท่านเข้าสู่บ้านตามทิศมงคลประจำปีนั้นๆเพื่อดึงดูดทรัพย์สินเงินทอง และความเชื่อต้องห้าม ถือเคล็ดเพื่อรักษาโชคลาภในวันชิวอิกหรือวันเที่ยวคือห้ามกวาดบ้าน, ห้ามพูดคำหยาบหรือทะเลาะ เบาะแว้ง, ห้ามสระผมหรือตัดผม“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก-ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม