จากจุดเริ่มต้นร้านค้าเพชร “บิวตี้ เจมส์” (Beauty Gems) ในห้องแถว 2 คูหาย่านเจริญกรุง ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2507 เน้นการส่งออกสินค้าอัญมณีในรูปแบบพลอยร่วงเป็นหลัก จนสยายปีกสู่การก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ “บิวตี้เจมส์แฟคตอรี่” บุกเบิกธุรกิจเจียระไนเพชรพลอยและส่งออกเพชรร่วงพลอยร่วงไปขายทั่วโลก ตลอดจนผลิตเครื่อง ประดับอัญมณีหลากหลายรูปแบบเพื่อการส่งออก สร้างชื่อเสียงอย่างต่อเนื่องให้ประเทศไทย มากว่า 6 ทศวรรษ ถึงวันนี้ “ครอบครัว ศรีอรทัยกุล” ยังคงส่งไม้ต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสานต่อภารกิจใหม่ ปลุกปั้นแบรนด์ “บิวตี้ เจมส์” ให้โด่งดังไกลเทียบชั้นแบรนด์ดังระดับโลก “ผมเข้ามาทำงานในธุรกิจอัญมณีตั้งแต่อายุ 21 ปี โดยผมและพี่ชาย (สุรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล) ช่วยกันขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมจากรุ่นคุณพ่อ (พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล) และคุณลุง (พรศักดิ์ ศรีอรทัยกุล) ที่เคยเน้นส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นมากถึง 90% ปรับพอร์ตใหม่เป็นกระจายตลาดสู่อเมริกา 45% ยุโรป 15% ตลาดญี่ปุ่นเหลือ 20% และเพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศเป็น 15% จากเดิมที่มีสัดส่วนน้อยมาก โดยในปี 2516 ได้มีการก่อตั้ง “บริษัท บิวตี้ เจมส์แฟคตอรี่ จำกัด” เป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ ผลิตเครื่องประดับอัญมณีทั้งแบรนด์ตัวเองและรับจ้างผลิตส่งออกไปหลายประเทศ ทศวรรษต่อมาเมื่อความต้องการในตลาดเพชรร่วงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีการก่อตั้ง “บริษัท บิวตี้เจมส์ เอ็นเตอร์ไพรส์” สำหรับดำเนิน ธุรกิจด้านเพชรร่วงโดยเฉพาะ และกลายเป็นรากฐานสำคัญของ “บิวตี้ เจมส์” ที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เราได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดอเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น”...ในฐานะทายาทรุ่นสาม “เดอะหนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล” กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทบิวตี้ เจมส์ บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างตำนานความสำเร็จ เมื่อถามว่าอะไรคือเคล็ดลับสำคัญทำให้ “บิวตี้ เจมส์” ฝ่าวิกฤติใหญ่มาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า และครองความเป็นหนึ่งจนถึงปัจจุบัน “เดอะหนึ่ง-สุริยน” ชี้ว่า “ความแข็งแกร่งของ “บิวตี้ เจมส์” เกิดจากองค์ประกอบหลายปัจจัย ผมซึมซับเรื่องความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ความรับผิดชอบ พูดคำไหนคำนั้น ตลอดจนความมุมานะสู้ไม่ถอยมาจากทั้งคุณพ่อและคุณแม่ สิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจคือ ความจริงใจ ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้ได้มาตรฐานระดับสากล และพัฒนาตัวเองไม่หยุดยั้ง ต้องก้าวให้ทันยุคทันสมัยและความต้องการของลูกค้า เราไม่เคยมองข้ามรายละเอียดและคำมั่นสัญญาที่ให้กับลูกค้าทุกคน เบื้องหลังผลงานสร้างสรรค์อันประณีตงดงามของ “บิวตี้ เจมส์” ล้วนมาจากฝีมือช่างไทย ที่ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทักษะมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยด้านการผลิตและการบริหารจัดการ” ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัว นอกจากจะสร้างการเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่งให้กับ “บิวตี้ เจมส์” สิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้เขาเสมอก็คือ การได้มีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีไทยและเครื่องประดับให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของชาวโลก โดย “บิวตี้ เจมส์” ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนในการจัดสร้างมรดกสำคัญๆของแผ่นดิน เช่น การจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร 3 ฤดู (พระแก้วมรกต), การทำแบบจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทองคำ, แบบจำลองเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และแบบจำลองเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช รวมถึงการได้รับเกียรติจากแบรนด์ SIRI VANNAVARI ให้ร่วมรังสรรค์คอลเลกชันจิวเวลรีชั้นสูง ทศวรรษใหม่ภายใต้การกุม บังเหียนของ “เดอะหนึ่ง-สุริยน” จะนำพา “บิวตี้ เจมส์” ไปในทิศ ทางไหน ได้รับคำตอบที่ทำให้ใจฟูไปด้วยความหวังใหม่ว่า “ทุก วันนี้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอัญมณีและเครื่องประดับติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกแล้ว สร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศปีละ 4 แสน 8 หมื่นล้านบาท จ้างงานคนในอุตสาหกรรมมากกว่าล้านคน ผมภูมิใจที่ “บิวตี้ เจมส์” มีส่วนสำคัญในการผลักดันสิ่งเหล่านี้ แต่ก็แอบฝันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมว่า อยากปลุกปั้นแบรนด์ “บิวตี้ เจมส์” ให้โด่งดังไกลเทียบชั้นกับแบรนด์ดังระดับโลก ไม่ว่าใครมาเที่ยวประเทศไทยก็จะต้องซื้ออัญมณีไทยและเครื่องประดับฝีมือคนไทยติดไม้ติดมือกลับบ้าน ขณะเดียวกัน ก็อยากทำให้คนไทยมีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในอัญมณีไทยมากกว่าเห่อแบรนด์นอกธุรกิจอัญมณีไทยและเครื่องประดับคือหนึ่งในจักรกลใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เป็นธุรกิจสำคัญที่เราควรสะสมไว้ชั่วลูกชั่วหลานและ พัฒนาต่อยอดให้เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เป็นมรดกของแผ่นดิน”.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม